Home / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย: คำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

ประเทศไทย: คำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

May 31, 2012

English

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย – โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

หนังสือร้องเรียนเร่งด่วนล่าสุด: AHRC-UAU-018-2012-TH

31 พฤษภาคม 2555

[อ้างถึง: AHRC-UAU-017-2012 ประเทศไทย: ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในคดีของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร – ขอให้มีผู้มาสังเกตการณ์คดีจำนวนมาก
AHRC-STM-099-2012: ประเทศไทย: ความกังวลต่อความล่าช้าในการอ่านคำพิพากษาคดีอาญาต่อนักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อ]
---------------------------------------------------------------------
ประเทศไทย: คำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

ประเด็น: เสรีภาพในการแสดงออก อิสรภาพทางอินเตอร์เน็ต ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
---------------------------------------------------------------------

เรียน กัลยาณมิตร

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ศาลอาญา กรุงเทพฯ ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1667/2553 โดย น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 น.ส.จีรนุช อายุ 44 ปี เป็นเว็บมาสเตอร์ เว็บไซต์ประชาไท สำนักข่าวอิสระทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข่าวสารที่สำคัญ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นและการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ในช่วงกว่าเจ็ดปีที่ผ่านมาในประเทศไทย ข้อกล่าวหาต่อเธอเกิดขึ้นเนื่องจาก การที่เธอถูกกล่าวหาว่า ไม่สามารถลบข้อความที่หมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากเว็บบอร์ดประชาไทได้เร็วเพียงพอ ศาลมีคำพิพากษาว่า น.ส.จีรนุชมีความผิด หนึ่งกระทง จากสิบกระทงตามข้อกล่าวหา และตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี และปรับ 30,000 บาท แต่เนื่องจากในทาพิจารณาทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุให้ลดโทษจำคุกเหลือเพียงแปดเดือน โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้ และให้ลดค่าปรับเหลือเพียง 20,000 บาท

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission - AHRC) ยินดีต่อข่าวที่ น.ส.จีรนุชจะไม่ต้องถูกจำคุก และยังคงสามารถทำงานที่สำคัญที่ประชาไทต่อไปได้ ทำให้มีพื้นที่สำหรับเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยต่อไป แต่เราก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งต่อผลในเชิงคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดในคดีนี้

ตลอดช่วงของคดี เรากังวลต่อการใช้พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีเนื้อหากำกวมเพื่อควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งไม่เพียงเอาผิดทางอาญาต่อบุคคลที่เขียนหรือส่งข้อความ ภาพ หรือวีดิโอทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังเอาผิดด้วยอัตราโทษเดียวกันกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างเช่นผู้ดูแลเว็บบอร์ด ด้วย ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 บุคคลใดก็อาจถูกจำคุกเป็นเวลาห้าปีได้ถ้าถูกพบว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน...ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ตามมาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้สนองจุดประสงค์ดังกล่าว ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ดังกรณีของน.ส.จีรนุช นั้น ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ในคดีของน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร พนักงานอัยการอ้างว่า เธอน่าจะสามารถลบข้อความที่หมิ่นสถาบันฯ ได้เร็วกว่านี้ และเหตุที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงถือเป็นความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ประเด็นสำคัญของทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ การกำหนดนิยามว่า การกระทำใดที่ถือเป็นการ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการลบข้อความในเว็บบอร์ดที่เป็นปัญหา ในคำพิพากษาฉบับย่อ ซึ่งมีการนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท ผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้ให้ความเห็นต่อการประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมดังกล่าว โดยในคำพิพากษาศาลมีการระบุว่า จากข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ 10 ข้อความ จำเลยสามารถลบ 9 ข้อความดังกล่าว ได้ภายในเวลา 1 - 11 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า น.ส.จีรนุชไม่ได้จงใจสนับสนุน หรือยินยอม ให้มีข้อความดังกล่าว ในส่วนของข้อความที่ 10 ที่ค้างอยู่ในระบบเป็นเวลา 20 วัน ก่อนจะถูกลบออก ศาลพิจารณาเห็นว่า เป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” ด้วยความเห็นดังกล่าว ศาลจึงตัดสินว่า น.ส.จีรนุชมีความผิดในข้อหาละเมิดต่อพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ในส่วนของ Google มีการออกแถลงการณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 โดยระบุว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นภัยคุกคามต่อสื่ออินเตอร์เน็ตเสรีและเปิดเผยในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีการกำหนด “หลักเกณฑ์อย่างโปร่งใสในการจำแนก และให้แนวทางปฏิบัติต่อเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย” แม้ว่า ระบบกฎหมายไทยจะไม่มีลักษณะยึดตามบรรทัดฐานคำตัดสิน แต่คำพิพากษาในครั้งนี้ทำให้น่าจะเริ่มมีกระบวนการจัดทำเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้นของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ หากพิจารณาจากคำตัดสินของศาล ถือได้ว่า การลบข้อความที่หมิ่นเหม่ภายในระยะเวลาไม่เกิน 11 วัน เป็นการกระทำที่ยอมรับได้และชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเป็นระยะเวลา 20 วัน ถือว่า ไม่อาจยอมรับได้และเป็นความผิดทางอาญา แต่ในขณะเดียวกันคำตัดสินของศาลครั้งนี้ ก็ชี้ให้เห็นความไม่ชัดเจนของการจำแนกประเภทการกระทำว่าเป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” แม้ว่า เนื้อหาของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะกล่าวถึงการจงใจสนับสนุนและความยินยอม แต่การที่ศาลจำแนกว่า มี “ความยินยอมโดยปริยาย” สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าความยินยอมจะเป็นการกระทำโดยเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ดี ย่อมไม่ถือเป็นสาระสำคัญตามหลักกฎหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ ในคำพิพากษาฉบับย่อได้กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งตาม ข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี กำหนดว่า

“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่น ตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ
(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”

แม้ว่า ศาลจะไม่ระบุถึงข้อ 19 ของกติกาฯ ข้างต้นเลย แต่ในคำพิพากษาฉบับย่อ มีประเด็นเกี่ยวข้องกับ ข้อ (3) (ข) ดังนี้

“ศาลก็ยอมรับว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึง ธรรมาภิบาล และความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำเลยเป็นผู้ให้บริการ และอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นหรือข้อมูล ที่อาจกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศรวมทั้งเสรีภาพของผู้อื่นที่ต้องเคารพเช่นกัน (เมื่อปรากฏว่า มีการนำข้อคิดเห็นที่หมิ่นเหม่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย) จำเลยจึงมิอาจอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว เพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้”

แม้ว่า คำพิพากษาข้างต้นจะไม่มีสิ่งใดคลุมเครือ แต่บรรดาผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการ ผู้ให้บริการ และบุคคลอื่นใด ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ มาตรา 15 ของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะต้องเฝ้าระวังกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดจาก ข้อเขียน ความเห็นที่ส่งเข้ามา หรือการใช้บริการของตนของบุคคลใดก็ตาม สิ่งที่ยังคงไม่ชัดเจน ได้แก่ การกำหนดวิธีการโดยละเอียด เพื่อจำแนกว่า ข้อความใดในเว็บบอร์ดประชาไท เป็นภัยคุกคาม ต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรืออิสรภาพของบุคคลอื่น ช่องว่างที่ยังคงไม่มีการอธิบายดังกล่าว ส่งผลให้การควบคุม จำกัด เสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นได้ต่อไป ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ศาลจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของความมั่นคงแห่งชาติ และภัยคุกคามที่เกี่ยวข้อง

ตามข้อเท็จจริงข้างต้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องรัฐบาลไทย ให้อธิบายคำพิพากษาของศาล และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพิจารณาถึงพันธกรณีที่มี ตามข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อเสรีภาพ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอแสดงความยินดีต่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร และเว็บไซต์ประชาไท สำหรับโอกาสที่จะทำงานต่อไปเพื่อสนับสนุนการได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ในประเทศไทย ข้อกล่าวหาล่าสุด และบทลงโทษ ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่า งานของพวกเขามีความจำเป็นมากยิ่งกว่ายุคใด ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู:
คำพิพากษาฉบับย่อ: เปิดคำพิพากษาฉบับย่อ ผอ.ประชาไท: มาตรฐาน ตัวกลาง-เสรีภาพ-ความมั่นคง
เว็บเพจของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ว่าด้วย กรณีน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร: http://www.humanrights.asia/campaigns/chiranuch-prachatai)

# # #

เกี่ยวกับ AHRC: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาคที่ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย จัดทำข้อมูลการละเมิดสิทธิ และรณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมและสถาบันเพื่อประกันการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ คณะกรรมาธิการมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฮ่องกงและก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527

Document Type :
Urgent Appeal Update
Document ID :
AHRC-UAU-018-2012-TH
Countries :
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.