Home / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย: เรียกร้องให้ร่วมสังเกตุการณ์ การฟังคำพิพากษาคดี เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ศาลจังหวัดลำพูน

ประเทศไทย: เรียกร้องให้ร่วมสังเกตุการณ์ การฟังคำพิพากษาคดี เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ศาลจังหวัดลำพูน

June 4, 2012

English

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย – โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

หนังสือร้องเรียนเร่งด่วนล่าสุด: AHRC-UAC-095-2012-TH

4 มิถุนายน 2555

---------------------------------------------------------------------
ประเทศไทย: เรียกร้องให้ร่วมสังเกตุการณ์ การฟังคำพิพากษาคดี เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ศาลจังหวัดลำพูน

ประเด็น: นักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิในที่ดิน การปฏิรูปที่ดิน
---------------------------------------------------------------------

เรียน กัลยาณมิตร

ในวันที่ 6 มิถุนายน 2555 เวลา 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดลำพูน จะมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิในที่ดินสามคนทางภาคเหนือ จำเลยทั้งสามคน ได้แก่ นายประเวศน์ ปันป่า นายรังสรรค์ แสนสองแคว และ นายสืบสกุล กิจนุกร ซึ่งมีโอกาสถูกพิพากษาจำคุกนานถึงสี่ปี สำหรับการเคลื่อนไหวยึดครองที่ดิน ในระหว่างปี 2545 - 2547 ชะตากรรมของชายทั้งสามคนจะถูกตัดสินด้วยคำพิพากษา เช่นเดียวกับสิทธิในที่ดิน และสิทธิในการดำรงชีวิต ของคนในภาคเหนือทั่วไป ทางคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) เรียกร้องให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีครั้งนี้ และเรียกร้องให้ผู้สนใจติดตามผลการตัดสินอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียจะส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมสังเกตการณ์คดีด้วย

ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533) เกษตรกรและองค์กรพัฒนาเอกชนได้รวมตัวเป็นขบวนการปฏิรูปที่ดินระดับชุมชนในภาคเหนือของไทย ในปี 2544 เริ่มมีการยึดครองที่ดินซึ่งถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในที่ดินซึ่งมีข้อพิพาท แม้จะมีเหตุผลสนับสนุนตามกฎหมายจากการปฏิรูปที่ดินในไทยและกฎหมายการใช้ที่ดิน แต่ผลจากการปฏิบัติการเป็นเหตุให้ผู้นำชุมชนและสมาชิกในขบวนการถูกตั้งข้อกล่าวหาบุกรุกและทำลายทรัพย์สินส่วนบุคคล

คำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวข้องกับสองคดีที่มีจำเลยสามคน ได้แก่ นายประเวศน์ ปันป่า อายุ 64 ปี ชาวบ้านจากบ้านพระบาท อำเภอป่าซาง จ.ลำพูน นายรังสรรค์ แสนสองแคว อายุ 56 ปี ชาวบ้านจากบ้านไร่ดง ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งผลักดันการปฏิรูปที่ดินระดับชุมชนและปัจจุบันเป็นประธานสหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด และนายสืบสกุล กิจนุกร เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่เชียงใหม่ ซึ่งเคยทำงานกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) และสนับสนุนขบวนการสิทธิที่ดินระหว่างปี 2545 - 2547 ทั้งหมดถูกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1531, 1371 / 2545, 2546 คดีหมายเลขแดงที่ 2699, 2700/2549 และตกเป็นจำเลยทั้งสามคน ศาลชั้นต้นตัดสินว่า มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายหลายข้อ ทั้งในส่วนการบุกรุก และการทำลายทรัพย์สินส่วนบุคคล และการชักนำและสนับสนุนให้บุคลอื่นกระทำตาม โดยศาลชั้นต้นได้ตัดสินลงโทษจำคุกหกปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า มีความผิด และไม่ลดโทษสำหรับนายประเวศน์ แต่ได้ลดโทษสำหรับกรณีนายรังสรรค์และนายสืบสกุลเหลือเพียงจำคุกสี่ปี

การฟ้องคดีต่อ นายประเวศน์ ปันป่า นายรังสรรค์ แสนสองแคว และ นายสืบสกุล กิจนุกร เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟ้องร้องเอาผิดต่อชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินในจังหวัดลำพูน ในปัจจุบัน มีเกษตรกรและผู้นำขบวนการ 22 คน ที่ถูกศาลตัดสินคดีจากปฏิบัติการเพื่อสิทธิที่ดินของตนในจังหวัดลำพูน โดย 20 คน มาจากบ้านท่าหลุก ตำบลหนองล่อง กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน อีกสองคนมาจากบ้านดงขี้เหล็ก ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจำคุกอยู่หกเดือน เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ส่วนจำเลยอีก 10 คน ยังคงถูกดำเนินคดีในศาลชั้นต้น โดย 8 คน มาจากบ้านแพะใต้ กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน และ 2 คน มาจากบ้านไร่ดง ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

ข้อกังวลเกี่ยวกับการฟ้องคดีเหล่านี้ ได้แก่ มีความร่วมมือกันระหว่างเจ้าของที่ดิน (ซึ่งลงทุนซื้อที่ดินไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์) กับหน่วยงานของรัฐ เพื่อขัดขวางไม่ให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงที่ดินทำกินเพื่อเลี้ยงชีพ ในบทความเกี่ยวกับขบวนการสิทธิที่ดิน ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักข่าวประชาธรรม สำนักข่าวทางอินเตอร์เน็ตในภาคเหนือ นายรังสรรค์ แสนสองแคว ให้ความเห็นว่า “มันก็มีสาเหตุหลัก คือ เพราะว่าเกษตรกรเราไม่มีที่ทำกิน ถึงมีก็มีไม่เพียงพอ อีกสาเหตุหนึ่ง ก็คือ ที่ดินที่นายทุนซื้อไว้ แล้วปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ ซึ่งมันมีสองลักษณะ คือ ที่ดินที่ปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ เป็นที่ดินซื้อเพื่อเก็งกำไร และที่ดินที่ซื้อแล้วเขาเอาโฉนดไปเข้าธนาคารจนเกิดกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลเน่าเสีย"

นอกจากนั้น ข้อกังวลต่อคดีนี้สำหรับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้แก่ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามที่จะใช้อำนาจตุลาการ เพื่อข่มขู่และคุกคามชุมชนและผู้นำเอ็นจีโอที่ให้ความสนับสนุนต่อชาวบ้าน ซึ่งเรียกร้องสิทธิของตน ในเดือนตุลาคม 2554 ศาลฎีกามีคำสั่งลงโทษนางจินตนา แก้วขาว นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของตนและสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นการต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (โปรดดู AHRC-STM-146-2011) คำตัดสินของศาลสร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อสิทธิของพลเมืองที่จะจัดตั้งและปกป้องชุมชนและผลประโยชน์ของตน แม้ว่าข้อกล่าวหาต่อพวกเขาจะคลุมเครือ

ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่มีต่อ นายประเวศน์ ปันป่า นายรังสรรค์ แสนสองแคว และ นายสืบสกุล กิจนุกรในวันที่ 6 มิถุนายน 2555 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียใคร่เตือนให้องค์กรตุลาการของไทยทราบถึงสิทธิของบุคคลที่จะรวมตัวและประท้วง และสิทธิของชุมชนซึ่งพึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 องค์กรตุลาการจึงมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ ไม่ใช่ไปสร้างความชอบธรรมให้กับการละเมิดสิทธิ นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องรัฐบาลไทยและองค์กรตุลาการให้ยุติคดีความต่าง ๆ ต่อนักเคลื่อนไหวและชาวบ้านในกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยทันที

รายละเอียดของการอ่านคำพิพากษา
สถานที่: ศาลจังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
เวลา: 9.00 น.
หมายเลขคดี: คดีหมายเลขดำที่ 1531, 1371 / 2545, 2546 คดีหมายเลขแดงที่ 2699, 2700/2549

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิที่ดินในภาคเหนือของไทย

การไม่สามารถเข้าถึงที่ดินเป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับเกษตรกรในภาคเหนือของไทย นับแต่กลางศตวรรษที่ 20 แม้ว่าปัญหาของเกษตรกรยากจนและไร้ที่ดินในช่วงสงครามเย็น เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงที่ดินด้วยค่าเช่าที่เหมาะสม แต่การขยายตัวของเกษตรอุตสาหกรรม และนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ประกอบกับการร่วมมือระหว่างรัฐไทยกับนายทุน ทำให้เกิดปัญหาชุดใหม่ๆ ขึ้นมาในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 2527 รัฐบาลไทยได้รับเงินกู้ประมาณหกพันล้านบาทจากธนาคารโลก และเริ่มโครงการออกโฉนดที่ดินเป็นเวลา 20 ปี จนถึงปี 2530 มีการออกโฉนดที่ดินส่วนใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือ โดยชาวบ้านไม่มีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการออกโฉนดให้กับนายทุนจากภายนอกทับที่ดินสาธารณะ และที่ดินของหมู่บ้าน ซึ่งมีความสำคัญต่อชาวบ้าน นายทุนยังสามารถออกโฉนดที่ดินในพื้นที่สองแห่งซึ่งมีปัญหาความคลุมเครือด้านกฎหมาย ได้แก่ 1) ที่ดินป่าสงวนและป่าต้นน้ำ ซึ่งตามกฎหมายแล้วห้ามการถือครองโดยเอกชน 2) ที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งควรเป็นที่ดินเพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรยากจนและไร้ที่ดิน คณะกรรมการอิสระหลายชุดยืนยันว่า โฉนดที่ดินซึ่งออกให้ในสภาพเช่นนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนั้น การเติบโตขึ้นของการเก็งกำไรที่ดิน ซึ่งขยายตัวมากสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533) ในภาคเหนือ เป็นเหตุให้ที่ดินที่มีการออกโฉนดจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งร้าง พ่อค้าเก็งกำไรที่ดินไม่สามารถจ่ายหนี้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ที่ดินตกเป็นทรัพย์สินของธนาคาร และที่ดินขนาดดังกล่าวก็ใหญ่เกินกว่าที่เกษตรกรรายย่อยที่ยากจนจะซื้อหาได้ ช่วงต้นปี 2540 ชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนความชอบด้วยกฎหมายของโฉนดที่มีการออกในที่ดินสปก.ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเหล่านี้

ตั้งแต่ปี 2540 และโดยเฉพาะในระหว่างปี 2543 และ 2545 เกษตรกรไร้ที่ดินรวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปที่ดิน และมีปฏิบัติการยึดครองที่ดินที่ถูกทิ้งร้างและที่ดินที่มีข้อพิพาทในพื้นที่ของตน เกษตรกรจำนวน 3,798 คนเข้าร่วมในขบวนการปฏิรูปที่ดินชุมชน และมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ถูกทิ้งร้างจำนวน 14,309 ไร่ และยังมีการนำระบบถือครองที่ดินแบบใหม่มาใช้ที่เรียกว่า “โฉนดชุมชน” และมีการจัดทำระเบียบและหน่วยงานเพื่อการบริหารที่ดินอย่างยั่งยืน แต่ละชุมชนจะมีระเบียบและหน่วยงานแตกต่างกันไป โดยมักจะมีลักษณะร่วมกันดังต่อไปนี้

• สมาชิกจะต้องใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างแท้จริง ไม่อนุญาตให้ปล่อยที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่า
• หากสมาชิกต้องการโอนสิทธิการถือครองที่ดิน ต้องแจ้งให้คณะกรรมการและให้สมาชิกคนอื่น ๆ ได้ทราบและพิจารณา ห้ามไม่ให้มีการขายที่ดินให้กับคนนอกกลุ่ม
• หากมีการโอนสิทธิการถือครองที่ดิน จะมีการหักรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อสมทบกองทุนที่ดินชุมชน
• สมาชิกต้องเข้าร่วมประชุม ร่วมกิจกรรมระดมทุน และปฏิบัติตามมติเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ อย่างเช่นกรณีที่เกิดการจับกุมและฟ้องร้องดำเนินคดีต่อสมาชิกกลุ่มหรือคนอื่น ๆ
• หากมีการโอนสิทธิการถือครองที่ดิน เจ้าของที่ดินรายใหม่ต้องพร้อมจะรับผิดชอบและทำงานกับกลุ่มในอนาคต

ตั้งแต่ปี 2540 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) เรียกร้องรัฐบาลให้นำที่ดินของเอกชนมาจัดสรรให้กับชุมชนท้องถิ่น ในปี 2544 มูลนิธิสถาบันที่ดินรายงานว่า 70% ของที่ดินซึ่งมีการครอบครองหรือมีการโฉนดตามกฎหมาย ได้ถูกทิ้งร้างหรือถูกปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ หรือไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์เต็มที่ ในเดือนเมษายน 2544 สกน.มีข้อตกลงกับรัฐบาลให้สอบสวนสถานภาพการถือครองที่ดินประเภทต่าง ๆ และเริ่มโครงการปฏิรูปที่ดินนำร่องที่ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นสองจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ในลุ่มน้ำปิง ทางภาคเหนือของไทย

อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2545 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อพฤติการณ์ที่รัฐบาลเรียกว่าเป็น “การบุกรุก” ที่ดิน ซึ่งส่งผลกระทบทันที ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจกว่า 300 นาย ได้บุกเข้าไปยังบ้านดงขี้เหล็ก จังหวัดลำพูน และจับกุมชาวบ้านในข้อหาบุกรุกที่ดิน การกวาดล้างจับกุมหมู่บ้านอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา จนถึงปี 2546 มีการจับกุมเกษตรกรรายย่อยกว่า 100 คนที่ อำเภอบ้านโฮ่ง อำเภอป่าซาง และกิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน และมีการฟ้องร้องคดีกว่า 1,000 ข้อหา

ในปี 2549 ขบวนการปฏิรูปที่ดินของสกน.ได้ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย รณรงค์เพื่อเกษตรกรไร้ที่ดินทั่วประเทศ โดยมีการเสนอให้เชื่อมโยงนโยบายการจัดสรรที่ดินอย่างเท่าเทียมเข้ากับการจัดตั้งกองทุนที่ดิน การเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าและการออกโฉนดชุมชนเมื่อปลายปี 2550 รัฐบาลไทยได้ตอบรับต่อข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และมีมาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

• มีการตั้งคณะกรรมการเจรจาแก้ไขปัญหาที่ดินในประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในปี 2553 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการออกโฉนดชุมชนตามกฎหมาย และมีการออกโฉนดชุมชนในชุมชนสองแห่ง ได้แก่ที่สหกรณ์บ้านคลองโยน จ.นครปฐม และแห่งที่สองได้แก่ สหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด อำเภอป่าซาง จ.ลำพูน โดยมีนายรังสรรค์ แสนสองแควเป็นประธานสหกรณ์ และเขาเป็นหนึ่งในจำเลยที่รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 6 มิถุนายน 2555 และเป็นที่มาของจดหมายอุทธรณ์เร่งด่วนฉบับนี้
• มีหน่วยงานเพื่อจัดตั้งธนาคารที่ดินแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่ประสานงานการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรที่มีรายได้น้อยและไร้ที่ดิน
• มีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

หมายเหตุ ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้มาจากงานศึกษาของเครือข่ายปฏิบัติการวิจัยที่ดิน (Land Research Action Network) และ Focus on the Global South สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งจดหมายจากเครือข่ายที่ส่งให้กับหน่วยงานของไทย ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 โปรดดู: http://www.focusweb.org/content/stop-prosecuting-land-reform-activists-says-international-letter-thai-pm

# # #

เกี่ยวกับ AHRC: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาคที่ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย จัดทำข้อมูลการละเมิดสิทธิ และรณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมและสถาบันเพื่อประกันการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ คณะกรรมาธิการมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฮ่องกงและก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527

Document Type :
Urgent Appeal Case
Document ID :
AHRC-UAC-095-2012-TH
Countries :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.