Home / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย: ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในคดีของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร – ขอให้มีผู้มาสังเกตการณ์คดีจำนวนมาก

ประเทศไทย: ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในคดีของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร – ขอให้มีผู้มาสังเกตการณ์คดีจำนวนมาก

May 29, 2012

English

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย – โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

ข้อมูลล่าสุดของหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน: AHRC-UAU-017-2012-TH

29 พฤษภาคม 2555

[RE: AHRC-STM-099-2012: ประเทศไทย: ความกังวลต่อความล่าช้า ในการอ่านคำพิพากษาคดีอาญา ต่อนักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อ]
---------------------------------------------------------------------
ประเทศไทย: ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในคดีของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร – ขอให้มีผู้มาสังเกตการณ์คดีจำนวนมาก

ประเด็น: เสรีภาพในการแสดงออก อิสรภาพทางอินเตอร์เน็ต นักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
---------------------------------------------------------------------

เรียน กัลยาณมิตร

Chiranuch Premchaiporn (Prachatai)ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ มีกำหนดอ่านคำพิพากษาในคดีของ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด 10 กระทง ต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในคดีหมายเลขดำที่ 1667/2553 ความจริงศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาตั้งแต่หนึ่งเดือนที่แล้ว แต่กลับเลื่อนออกมาอย่างไม่คาดหมาย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission - AHRC) เรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์คดีนี้ และเรียกร้องให้ผู้สนใจท่านอื่น ๆ ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลเพิ่มเติม

กระบวนยุติธรรมทางอาญา ต่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร อายุ 44 ปี เว็บมาสเตอร์ของประชาไท สำนักข่าวออนไลน์อิสระ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2552 เมื่อศาลอาญาออกหมายจับ ในวันที่ 5 มีนาคม มีการออกหมายค้นสำนักงานประชาไท และวันต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปราม ได้บุกเข้าตรวจค้นสำนักงาน และจับกุม น.ส.จีรนุช สืบเนื่องจากมีข้อร้องเรียนว่า มีการละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีถ้อยคำกำกวม และขัดกับหลักประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ออกมาโดยสภานิติบัญญัติที่รัฐบาลทหารเป็นผู้แต่งตั้งในปี 2550 ในช่วงค่ำวันเดียวกันตำรวจได้ปล่อยตัว น.ส.จีรนุช แต่ในเดือนถัดมาก็มีการเรียกเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มอีกเก้ากระทงต่อเธอ ในวันที่ 31 มีนาคม 2553 สํานักงานอัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี ทำให้เธอถูกจับกุมที่ศาลอาญา ก่อนจะได้รับการประกันตัวออกมา

จากข้อมูลข้างต้นอาจทำให้บางคนคิดไปว่า น.ส.จีรนุชตีพิมพ์ข้อความในเว็บไซต์ประชาไท ในลักษณะที่เป็นการหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง เป็นอันตราย หรือเป็นข้อมูลลับ อันเป็นเหตุให้ต้องมีการจัดการจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญพิเศษและพนักงานอัยการ แต่ในความเป็นจริง ความผิดของเธอมีเพียงการที่ไม่ได้ลบข้อความ 10 ข้อความ ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพออกจากเว็บบอร์ดของประชาไทได้ทันท่วงที พูดอีกอย่างหนึ่ง ความผิดของเธอคือ การที่ไม่สามารถลบข้อความที่กล่าวถึงราชวงศ์แบบอ้อม ๆ ไม่ได้เป็นการกล่าวถึงโดยตรง อย่างรวดเร็วเพียงพอ

จากการพิจารณาข้อบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อันเป็นเหตุให้มีการตั้งข้อกล่าวหาแปลกประหลาดเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงความคิดของผู้ที่รับผิดชอบต่อการฟ้องคดี ต่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพรเลย ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 บุคคลใดก็อาจถูกคุมขังเป็นเวลาห้าปีได้ถ้าถูกพบว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน...ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ตามมาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้สนองจุดประสงค์ดังกล่าว ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ดังกรณีของน.ส.จีรนุช นั้น ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ถ้อยคำที่กำกวม และกินความค่อนข้างกว้าง ของข้อบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และการนำมาเชื่อมโยงกับข้อบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาในลักษณะที่คลุมเครือโดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ นับเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนและโดยตรงต่อสิทธิของพลเมืองในไทย ข้อกล่าวหาต่อน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ว่า ไม่ได้ลบความเห็นที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ชัดเจน และยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นแห่งชาติเอง เนื่องจากมีแนวโน้มจะทำให้บทบาทของศาลและความหมายของระบบยุติธรรมในไทยกลายเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเยาะ

การสืบพยานมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน 2554 และกุมภาพันธ์ 2555 โดยทางกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (Freedom Against Censorship Thailand: FACT) ได้จัดทำสรุปสาระการสืบพยานเผยแพร่ในเว็บไซต์ที่ทางคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้จัดทำขึ้นในกรณีของน.ส.จีรนุช ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การให้ปากคำส่วนใหญ่มุ่งที่การตีความว่า น.ส.จีรนุชลบข้อความเหล่านี้ช้าเกินไป ทั้งนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานตำรวจและอัยการ และข้อความเหล่านี้มีเนื้อหาที่เป็นความผิดตามอาญาตามกฎหมายดังกล่าว การพิจารณาว่าความเห็นในเว็บไซต์หรือลิงค์ไปยังไฟล์ภาพหรือไฟล์วีดิโอใดมีแนวโน้มที่จะทำให้ “เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และยิ่งไปกว่านั้นในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าข้อความใดมีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน หรือไม่มีการนิยามว่า "ความมั่นคงของประเทศ" หรือ "ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" เป็นอย่างไร เป็นเหตุให้การนิยามถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลในแต่ละคดี โดยไม่มีแนวปฏิบัติที่สามารถพิจารณาได้ ไม่มีบรรทัดฐานใด ๆ ที่สามารถอ้างอิง แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้และการขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นเหตุให้ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร นักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักรณรงค์ด้านสื่ออาวุโส ถูกบีบให้ต้องได้รับความทรมานจากการคุกคามและความหวาดกลัวอันเนื่องมาจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและกฎหมายของไทยเป็นเวลาสามปีมาแล้ว นอกจากนั้น ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ เว็บบอร์ดประชาไทนับเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนถกเถียงที่สำคัญ แต่ก็ถูกบีบให้ต้องปิดตัวลง เนื่องจากกลัวว่าทั้งผู้ใช้งานและเจ้าหน้าที่ของประชาไทเองอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเพิ่มเติม

การสืบพยานในคดีของน.ส.จีรนุชสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 และเดิมมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 30 เมษายน 2555 อย่างไรก็ตาม เพียง 20 นาที ก่อนจะถึงกำหนดการ ทางเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งต่อน.ส.จีรนุชและทนายความของเธอว่า ศาลจะมีคำพิพากษาในอีกหนึ่งเดือนถัดไป โดยศาลให้เหตุผลที่กำกวมเกี่ยวกับการเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยอ้างว่าเนื่องจากมีพยานเอกสารจำนวนมากที่ต้องอ่าน และไม่สามารถเตรียมคำพิพากษาได้ทันตามเวลาที่กำหนด ในแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้าที่เผยแพร่ในช่วงหลังจากการเลื่อนการอ่านคำพิพากษา (AHRC-STM-099-2012) คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ทั้งการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาและเหตุผลของการเลื่อน เป็นเหตุให้เกิดข้อกังวลอย่างจริงจัง ไม่ว่าสาเหตุดังกล่าวจะเป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของศาลเอง การมีภาระงานมากเกินไปของผู้พิพากษา หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่มุ่งทำให้น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ต้องได้รับการคุกคามและการทรมานเพิ่มเติม

ก่อนถึงกำหนดการอ่านคำพิพากษาใหม่ในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องให้ศาลอาญาประกันว่า จะไม่มีการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาอีก และให้มีการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาและเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงถ้อยคำที่กำกวมและขาดความชัดเจนของพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ ศาลจึงมีบทบาทสำคัญที่จะประกันให้เกิดความยุติธรรม คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องให้บุคคลและหน่วยงานทุกแห่งที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกในไทย เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา ที่ศาลอาญา ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เพื่อสังเกตการณ์การทำหน้าที่ของศาลในการอำนวยความยุติธรรม หรือจะเป็นการพรากความยุติธรรม

(โปรดดูหน้าเว็บเพจของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียวกรณี น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร http://www.humanrights.asia/campaigns/chiranuch-prachatai)

Document Type :
Urgent Appeal Update
Document ID :
AHRC-UAU-017-2012-TH
Countries :
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.