หน้าแรก / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย : การกล่าวหาถึง การทรมานครู หลังจากมีการจู่โจมเข้าไปในโรงเรียน โดยตำรวจตระเวนชายแดน ในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเทศไทย : การกล่าวหาถึง การทรมานครู หลังจากมีการจู่โจมเข้าไปในโรงเรียน โดยตำรวจตระเวนชายแดน ในภาคใต้ของประเทศไทย

February 11, 2008

English

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

กรณีร้องเรียนเร่งด่วนที่ : AHRC-UAC-026-2008

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551
------------------------------------------------------
ประเทศไทย: การกล่าวหาถึง การทรมานครู หลังจากมีการจู่โจมเข้าไปในโรงเรียน โดยตำรวจตระเวนชายแดน ในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเด็น: การจับกุมและการคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน การได้รับการยกเว้นจากการลงโทษ การใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
------------------------------------------------------
ยกเลิกการใช้ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ในภาคใต้ของประเทศไทย
ดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree
------------------------------------------------------
เรียน กัลยาณมิตร

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) ได้รับข้อมูลจาก จดหมายเปิดผนึก ของ นัสรูดิน กะจิ ผู้จัดการโรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา ซึ่งเผยแพร่ใน เวปไซท์ประชาไท ว่า มีการจู่โจมเข้าไปในโรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา โดยกำลังตำรวจและทหาร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งนำไปสู่การจับกุม และคุมขังครู 2 คน โดยหนึ่งในนั้น ถูกทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รายละเอียดกรณี:

โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา เป็นโรงเรียนเอกชนอิสลาม ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยสอนทั้งภาควิชาสามัญ และภาควิชาศาสนาอิสลาม มีนักเรียน 726 คน และบุคลากรทางการศึกษา 53 คน

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 กำลังตำรวจตระเวนชายแดนและทหารพราน ประมาณ 200 คน ได้เข้าจู่โจมโรงเรียน ปิดล้อมผู้คนในโรงเรียน ตรวจค้นอาคารสถานที่ ครู และนักเรียน ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่หอพัก เพื่อหาหลักฐานที่จะนำไปสู่ตัวผู้ที่วางระเบิดและยิงประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

กลุ่มของเจ้าหน้าที่ทหารได้แบ่งกำลังกัน โดยกลุ่มหนึ่งเข้าตรวจค้นรอบอาคาร และเข้าสอบถามประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ไม่มีรายงานที่แสดงว่า พบสิ่งใดตามที่อ้างเพื่อเข้าตรวจค้น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ไม่อาจตอบคำถามใดๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเข้าตรวจค้นได้

กลุ่มที่สอง ได้เข้าไปที่สำนักงานของโรงเรียน ซึ่งพบครูเพียงหนึ่งคน พวกเจ้าหน้าที่สั่งให้ครูคนดังกล่าว โทรศัพท์หาผู้จัดการโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ถือใบอนุญาตโรงเรียน เมื่อเขาไม่สามารถติดต่อได้ เขาถูกสั่งด้วยความก้าวร้าวรุนแรง ให้ติดต่ออีกหลายครั้ง ส่วนตำรวจตระเวนชายแดนอีกกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปที่หอพักนักเรียน

เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง ได้เข้าไปที่บ้านพักของผู้จัดการโรงเรียน พบกับภริยาและลูกสาววัย 1 ขวบของผู้จัดการโรงเรียน และได้พบกับนายอามีนูดีน กะจิ ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนดังกล่าว กองกำลังได้เข้าไปตรวจค้นภายในบ้านพักของ ผู้จัดการซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เมื่อ นายอามีนูดีน เข้าเจรจาด้วยมิตรไมตรีต่อ ตชด. กลุ่มดังกล่าว เขากลับถูกนำตัวไปยังสำนักงานของโรงเรียน และถูกใช้กำลังจับกุมเขา รวมทั้งครูอีก 1 คน และนักเรียนอีก 2 คน ครูคนที่สอง คือ นายอับดุลรอมาน สอมาน ซึ่งได้เข้ามาที่สำนักงาน เพื่อสอบถามถึงสาเหตุในการเข้ามาตรวจค้นของ ตชด. ตชด.ได้สั่งให้เขาแสดงบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อเขาไม่สามารถนำมาแสดงได้ ในขณะนั้น เขาจึงถูกจับกุมด้วย

นักเรียนสองคนที่ถูกจับพร้อมครูได้ถูกปล่อยตัว แต่นายอับดุลรอมาน และนายอามีนูดีน ถูกนำตัวไป โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธบังคับเอาตัวไป ชายสองคนได้ถูกนำตัวไปยังหน่วยทหารเฉพาะกิจที่ 43 อำเภอนาทวี

กองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนและทหารพราน ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานหรืออำนาจตามกฎหมายใด ในการใช้กำลังเข้าตรวจค้น หรือให้เหตุผลในการจับกุมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เหตุการณ์ต่อมา:

นายอับดุลรอมาน ถูกปล่อยตัว เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ส่วนนายอามีนูดีน ถูกนำตัวไปคุมขังไว้ต่อ ญาติของนายอามีนูดีนได้รับโทรศัพท์ เวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แจ้งให้พวกเขาไปรับ นายอามีนูดีน กลับจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 แต่ด้วยความสงสัย ในคำตอบที่พวกเขาได้รับว่า นายอามีนูดีนสบายดี พวกเขาจึงได้โทรศัพท์ไปยัง ค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งค่ายดังกล่าวได้ยืนยันว่า เขาเพิ่งถูกส่งตัวไปที่นั่น ซึ่งเมื่อญาติของ นายอามีนูดีน ไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร พวกเขากลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมแต่อย่างใด

ญาติของนายอามีนูดีน ได้รับการโทรศัพท์ ในเวลาต่อมา ประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า นายอามีนูดีนได้ถูกส่งตัวไปยังกองบังคับการตำรวจภูธร ภาค 9 อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเขาก็ไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ซึ่งปรากฏว่า เขาได้รับการปล่อยตัวจาก ค่ายอิงคยุทธบริหาร ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 9.00 น.

รายละเอียดในขณะที่ถูกคุมขัง:

หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายอามีนูดีน ได้เล่าถึงความทรมานที่เขาต้องอดทน ในขณะที่ถูกคุมขัง เขาถูกคุมขัง ที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 43 ทหารพราน อำเภอนาทวี สถานที่ซึ่งชาย 5 คน ได้สอบสวนเขาไปพร้อมๆ กับที่เขาถูกซ้อมทรมาน

เขาถูกทำร้ายร่างกาย หูของเขาทั้งสองข้างไม่ได้ยิน เพราะถูกทำลายการได้ยิน โดยหลังจากที่ขอได้ขอร้องว่า หูข้างซ้ายของเขาไม่ได้ยินแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ขู่เขาอีก โดยบอกว่า จะทำให้หูหนวกทั้งสองข้าง และได้ตบหูทั้งสองข้างจน ทำให้ไม่ได้ยิน เจ้าหน้าที่พยายามใช้กำลังบังคับ ให้เขารับสารภาพ กรณียิงครูที่ตำบลสะพานไม้แก่น และการวางระเบิดที่หมู่บ้านน้ำเค็ม อำเภอบ้านนา เขายังคงปฏิเสธโดยตลอดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งสองดังกล่าว ซึ่งเป็นผลให้เจ้าหน้าที่ตีเขาไปทั่วร่างกาย ในระหว่างที่มีการตั้งคำถาม รวมทั้งที่หลังและเอวของเขาด้วย เมื่อเขาบอกว่าหายใจไม่ออกเพราะเจ้าหน้าที่ได้เหยียบบนคอหอยของเขา เขากลับถูกเหยียบซ้ำอยู่อย่างนั้น อย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อให้เขารับสารภาพว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้ เขายังถูกเอาปืนจี้ที่หัว และมีดจี้ที่คอ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญ ตามที่นายอามีนูดีนกล่าว ก็คือ เขาได้รับการเสนอสองทางเลือก ระหว่าง ตายในที่คุมขัง หรือ ตายข้างนอก โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า จะให้ปืนแก่เขา และเขาให้วิ่งหนีไปให้ได้

เจ้าหน้าที่ได้มัดผ้าห่มให้เป็นปมใหญ่ แล้วตีเข้าที่หัวของนายอามีนูดีน มากกว่า 50 ครั้ง การใช้สิ่งที่นุ่ม เป็นการทำให้ไม่เกิดร่องรอยขึ้น เมื่อมีการทำร้ายร่างกาย แต่หากมีการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จะก่อให้เกิดอันตราย และได้รับบาดเจ็บโดยไม่มีร่องรอย นอกจากนี้ เขายังถูกเอาถุงพลาสติกคลุมหัว แล้วมัดไว้ถึง 3 ครั้ง และเจ้าหน้าที่ยังสวมถุงมือแล้วบีบคอของเขาอีกด้วย การสอบสวนอย่างทารุณนี้ ถูกประมาณว่า เกิดตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของคืนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จนถึงเวลา 2.30 น. ของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ก่อนที่นายอามีนูดีน จะถูกส่งไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร

ตามรายงานแพทย์ ของนายอามีนูดีน พบว่า แขนซ้ายและหัวของเขา มีรอยบวมช้ำ และยังระบุว่า มีร่องรอยบาดเจ็บที่แขน ตามร่างกาย และหลัง เขาทนทุกข์ทรมาน กับอาการปวดหัว และหูทั้งสองข้าง แก้วหูของเขาทั้งสองข้างแตก

ญาติของเขาส่งตัวเขาไปที่ โรงพยาบาลจะนะ ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งแพทย์ยืนยันถึงการถูกทำร้ายของเขา และส่งตัวเขาต่อไปยัง โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อรับการรักษาต่อ นายอามีนูดีนและครอบครัว พยายามแจ้งความร้องทุกข์ต่อ นายอำเภอจะนะ และสถานีตำรวจภูธรอำเภอจะนะ แต่นายอำเภอได้แจ้งให้พวกเขาไปร้องเรียน ต่อศูนย์ดำรงธรรม อำเภอจะนะ ก่อนที่จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์ และยังบอกให้พวกเขา ไปร้องทุกข์ที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอนาทวี ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ก่อนด้วย นายอามีนูดีนและครอบครัว ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรม อำเภอจะนะ แล้วจึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอจะนะ

พันเอกประยงค์  กล้าหาญ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 ได้กล่าวว่า การสอบสวนกรณีนี้ ได้มีการดำเนินการโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ร่วมกับ กองบังคับการหน่วยผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) และสถานีตำรวจภูธรอำเภอจะนะ โดยพันตำรวจตรีทวีศักดิ์  คำผุด

ข้อมูลเบื้องหลัง:

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ของประเทศไทย ได้เลวร้ายลงอย่างมโหฬาร คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) มีรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาอยู่พอสมควร ทั้งกรณีวิสามัญฆาตรกรรม (ดูที่ UA-348-2006) การลักพาตัวและการซ้อมทรมาน (ดูที่ UA-034-2007) และการลักพาตัวและใช้กำลังบังคับให้หายตัวไป (ดูที่ Where did they go?) ซึ่งยังมีกรณีอีกมากมายที่เอเอชอาร์ซีมีข้อมูล แต่เพื่อความปลอดภัย จึงไม่อาจนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ ซึ่งฮิวแมนไรท์วอชท์ (Human Rights Watch) ก็มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับให้หายตัวไป ในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน ดูได้ที่ "It was suddenly like my son no longer existed"  แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ กลับตอบโต้ว่า ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่รัฐบาลของเขา ได้เข้ามาทำหน้าที่เมื่อปีที่แล้ว หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่กำลังตำรวจและทหาร ได้เข้าเกี่ยวพันในการยิงเข้าไปในโรงเรียน จนทำให้ชาย 1 คนได้รับบาดเจ็บ และเด็กชายอายุ 15 ปี เสียชีวิต (ตาม UA-111-2006)

เมื่อระบบทหารใหม่เข้ามามีอำนาจ เมื่อเดือนกันยายน 2549 ได้มีการกำหนดให้การแก้ไขปัญหา ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นภาระกิจที่สำคัญอันดับต้นๆ และยังได้กล่าวถึง ความต้องการยุติการประกาศใช้ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน อีกด้วย (ดูที่ AS-255-2006) แต่สิ่งต่างๆดังกล่าว ก็ไม่เคยเกิดขึ้น กลับปรากฏว่า สถานการณ์ความรุนแรง กลับยังคงดำเนินต่อไป และมีการขยายระยะเวลา การประกาศใช้ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ไปทั่วจังหวัดภาคใต้ ถึง 2 ครั้งแล้ว และยังคงสั่งให้มีการเสริมกำลังกองทัพและอาวุธ อีกด้วย (ดูที่ AS-039-2007)

พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีการประกาศใช้ในภาคใต้ของไทย ถูกนำมาใช้ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อกลางปีพ.ศ.2548 ซึ่งถือได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้ง มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในส่วนหนึ่งของประเทศ มันเป็นใบอนุญาต ที่ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ กองทัพทหารและตำรวจ มากกว่ากฎอัยการศึก และทำให้การไม่ต้องรับการลงโทษอย่างเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ปราศจากการสอบสวนในการกระทำใดๆ ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนรายงานพิเศษเสนอต่อสหประชาชาติ เกี่ยวกับการวิสามัญฆาตรกรรม ได้กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าว ทำให้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อพวกเขาจะได้ หลุดพ้นจากข้อหาฆาตกรรมหน่วยงานอิสระนี้ ได้ศึกษาสถานการณ์ในภาคใต้ และให้ความเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวสมควรถูกเพิกถอน ซึ่งรวมทั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ก็มีความเห็นเช่นกันเดียวกัน ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเอกสารอื่นได้ที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree

ข้อเสนอเพื่อดำเนินการ:
โปรดเขียนหนังสือเพื่อเรียกร้องเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และทวงถามให้พวกเขา ดำเนินการสอบสวนการกล่าวหาว่า มีการทรมาน นายอามีนูดีน กะจิ อันเกิดจากการจับกุม และคุมขังไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้เขียนหนังสือถึงผู้เขียนรายงานพิเศษเสนอต่อสหประชาชาติ เกี่ยวกับการตั้งคำถาม ในกรณีการทรมาน เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการ ในกรณีนี้ทันที

เพื่อสนับสนุนกรณีร้องเรียนนี้ โปรดกดที่นี่

------------------------------------------------------

ตัวอย่างหนังสือ

เรียน __________

ประเทศไทย: การกล่าวหาว่า มีการทรมานครู หลังจากการจู่โจมเข้าไปในโรงเรียน โดยตำรวจตระเวนชายแดน ในภาคใต้ของประเทศไทย

ชื่อของเหยื่อ: นายอามีนูดีน กะจิ อายุ 26 ปี ครูโรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา
ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด: เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่สามารถระบุชื่อได้ จากหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน เฉพาะกิจที่ 43
วันเกิดเหตุ: ตั้งแต่วันที่ 5 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551
สถานที่เกิดเหตุ: โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา อำเภอจะนะ และหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

ข้าพเจ้าเขียนหนังสือนี้ ด้วยความตระหนักอย่างสุดซึ้งถึง การจู่โจมโรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา และตามมาด้วยการจับกุมและทรมาน นายอามีนูดีน กะจิ ครูคนหนึ่งของโรงเรียนดังกล่าว

ตามข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้รับ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 มีกำลังทหารประมาณ 200 คน ซึ่งมีทั้งตำรวจตระเวนชายแดนและทหารพราน เข้าไปที่ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าว ได้สอบถามผู้พักอาศัยรอบๆโรงเรียน และเข้าตรวจค้นเพิ่มเดิม ในที่ทำงานของครู และหอพักนักเรียนด้วย พวกเขายังได้เข้าไปยังบ้านพักของผู้จัดการโรงเรียน ซึ่งเป็นที่แรกที่พวกเขาพบกับ นายอามีนูดีน พร้อมกับภริยาและลูกสาววัย 1 ขวบ ของผู้จัดการโรงเรียน หลังจากกองกำลังดังกล่าวเข้าซักถามแล้ว นายอามีนูดีนได้ถูกบังคับเอาตัวไป จากบ้านพักของผู้จัดการโรงเรียน โดยเอาตัวไปที่สำนักงานของโรงเรียน ซึ่งเป็นที่ๆ นายอามีนูดีน ครูอีกคนชื่อ นายอับดุลรอมาน สอมาน และนักเรียนอีก 2 คน ถูกจับ

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า นักเรียนสองคนได้รับการปล่อยตัว แต่นายอับดุลรอมาน และนายอามีนูดีน ถูกบังคับเอาตัวไปยัง หน่วยทหารเฉพาะกิจที่ 43 อำเภอนาทวี นายอับดุลรอมานถูกปล่อยตัว เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ส่วนนายอามีนูดีนยังถูกขังไว้ และถูกทรมานในขณะที่ทำการสอบสวน

จากข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้รับ นายอามีนูดีนถูกทรมานที่หน่วยทหาร ในอำเภอนาทวี เขาถูกตีหลายครั้ง และถูกทำให้หายใจไม่ออก หลังจากได้รับการปล่อยตัว ญาติของเขานำตัวเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลจะนะ ซึ่งจากรายงานของการตรวจรักษา ยืนยันว่า เขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การสอบสวนกรณีนี้ อยู่ภายใต้การดำเนินการตรวจสอบโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับ กองบังคับการหน่วยผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท) และสถานีตำรวจภูธรอำเภอจะนะ ภายใต้ความรับผิดชอบของ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ขำผุด ข้าพเจ้าหวังที่จะย้ำเตือนว่า รัฐบาลไทยซึ่งได้ลงนามเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) แล้ว และยังได้บัญญัติการต่อต้านการทรมานไว้ใน มาตรา 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 แต่ล้มเหลวในการออกกฎหมายภายในให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าว

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลเข้าทำการสอบสวน กรณีการทรมาน นายอามีนูดีน กะจิ และการเข้าจู่โจมโรงเรียนดังกล่าว และขอให้ดำเนินการสนับสนุนให้ นายอามีนูดีน กะจิ อยู่ภายใต้การคุ้มครองตาม กฎหมายคุ้มครองพยาน ตลอดทั้ง ได้รับการตรวจรักษาและเยียวยาด้วย ข้าพเจ้ายังขอเน้นเป็นพิเศษว่า การสอบสวนควรดำเนินการด้วยความอิสระ ดำเนินการโดยไม่ชักช้า และหากพบว่า มีผู้ต้องรับผิดชอบในการทรมาน นายอามีนูดีน ก็ควรดำเนินการเอาตัวมา ดำเนินกระบวนพิจารณาสอบสวน และลงโทษตามกฎหมายต่อไป เหยื่อจากการเข้าจู่โจมดังกล่าว และนายอามีนูดีน ควรได้รับการเยียวยาความเสียหายด้วย

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ได้อนุญาตให้ทหารทำการทรมานได้ และก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง อีกหลายรูปแบบ ในจังหวัดภาคใต้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้อง ให้รัฐบาลไทยได้ยกเลิกการประกาศใช้ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ในจังหวัดภาคใต้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับ กรณีสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และกรณีความขัดแย้งในภาคใต้ ทั้งของ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความโดดเด่น ควรถูกนำมาปฏิบัติโดยไม่ชักช้า

ข้าพเจ้าเฝ้าคอย ที่จะเห็นการปฏิบัติการของท่านในกรณีนี้

ขอแสดงความนับถือ

Document Type :
Urgent Appeal Case
Document ID :
AHRC-UAC-026-2008-TH
Countries :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.