ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย
January 24, 2008
ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย
![]()
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน
กรณีร้องเรียนเร่งด่วนที่ : AHRC-UAC-013-2008
วันที่ 25
มกราคม 2551
------------------------------------------------------
ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ
ในภาคใต้ของประเทศไทย
ประเด็น :
การจับกุมและการคุมขังตามอำเภอใจ
การทรมาน การได้รับการยกเว้นจากการลงโทษ การใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
------------------------------------------------------
ยกเลิกการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ของประเทศไทย
ดูที่
http://thailand.ahrchk.net/edecree
------------------------------------------------------
เรียน
กัลยาณมิตร
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) (Asian Human Right Commission (AHRC)) ได้รายงานเกี่ยวกับกรณีที่มีการกล่าวหามีการทรมานชายสองคน หลังจากที่พวกเขาถูกจับและควบคุมตัวตามอำเภอใจในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนหน้านี้นั้น (โปรดดูที่ UAC-005-2008) ขณะนี้เอเอชอาร์ซีได้รับข้อมูลใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกันกับกรณีที่เกี่ยวกับการทรมาน เหยื่อรายล่าสุดถูกกล่าวหาว่าเป็นคนดำเนินการวางระเบิดร้านน้องเฟิร์นคาราโอเกะ ในจังหวัดปัตตานี
รายละเอียดของกรณี :
ตามข้อมูลที่ได้รับจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ(ประเทศไทย) (The Working Group and Justice for Peace (Thailand)) มีชายสามคนถูกจับกุม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้วางระเบิดร้านคาราโอเกะ พวกเขาทั้งหมดกล่าวหาว่า ถูกทรมานที่หน่วยทหารซึ่งตั้งอยู่ที่วัดหลักเมือง (หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) หลังจากนั้นพวกเขาถูกส่งไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร และส่งต่อไปยังศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ขณะที่ชายทั้งสามคนถูกควบคุมตัวนั้นพวกเขาสามารถพบญาติได้เพียงชั่วครู่ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และในวันที่ 28 ธันวาคม 2550 พวกถูกนำตัวไปทำแผนรับสารภาพเกี่ยวกับการวางระเบิด รวมทั้งนำตัวไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปัตตานี ในวันเดียวกัน
ขณะที่มีการสอบสวนนั้น ชายคนหนึ่งอธิบายว่า เขาถูกสั่งให้ถอดเสื้อทั้งหมดและถูกนำตัวไปอาบด้วยน้ำที่เย็นจัด ก่อนที่จะนำตัวไปขังไว้ในห้องที่เย็นมาก และนำไปขังในห้องมืด สลับกันไปมาอยู่นานหลายครั้ง ในขณะเดียวกันก็บังคับให้เขารับสารภาพ ญาติของเขาแจ้งว่าร่างกายของเขาดูทรุดโทรมมาก และริมฝีปากของเขาก็แตกและแห้งผาก ญาติของชายคนที่สองได้พบเขาเพียงไม่กี่นาที และพบว่ามีรอยฟกช้ำอยู่ทั่วแผ่นหลังของเขา เหยื่อรายที่สามแจ้งว่าเขาถูกเหยียบที่คางด้วยรองเท้าบูทคอมเบท เขาบอกญาติว่าเขาถูกบังคับให้รับสารภาพและให้ซัดทอดเพื่อนของเขาสามคนเกี่ยวกับการวางระเบิด
ขณะนี้พวกเขาทั้งหมดถูกขังที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี แต่ชื่อของพวกเขารวมทั้งญาติได้รับการปกปิดเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง
ข้อมูลเบื้องต้น :
สถานการณ์นี้นำไปสู่การเพิ่มจำนวนของการได้รับการยกเว้นโทษ ซึ่งอ้างความมั่นคงของประเทศไทย ที่ถูกดำเนินการภายใต้การประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ พรก.ถูกประกาศใช้โดยอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อกลางปีพ.ศ.2548 ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงอย่างมากมายในส่วนหนึ่งของประเทศ และมันเป็นการให้อำนาจที่กว้างขวางแก่ตำรวจและทหาร มากกว่ากฎอัยการศึก พวกเขาจะไม่ถูกสอบสวนสำหรับการกระทำที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายดังกล่าว (ดูที่ AHRC-PL-056-2006 and read final report)
เมื่อระบบการปกครองโดยทหารกลับเข้ามามีอำนาจใหม่ ในเดือนกันยายน 2549 ได้มีการประกาศว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ และจะยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินด้วย (ดูที่ AS-255-2006) แต่พวกเขากลับขยายระยะเวลาการใช้พรก.ดังกล่าวออกไปอีก (ดูที่ UP-007-2007) ขณะนี้ขยายไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2551
กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินนำไปสู่การซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงได้อย่างไร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังได้รับการสนับสนุนให้มีการเก็บตัวผู้ถูกควบคุมในสถานที่ที่เป็นความลับ ซึ่งพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากทำโดยปราศจากความกลัวต่อการถูกสอบสวน (โปรดดู ข้อมูลอ้างอิง : UA-144-2007; AS-024-2007; AS-255-2006; UA-111-2007; UA-034-2007; UA-348-2006)
อย่างไรก็ตาม การทรมานเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย และหลักฐานที่แสดงเรื่องราวดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า การซ้อมทรมานได้รับการปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยตำรวจและทหารทั่วประเทศ ไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนที่บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานในประเทศไทย และไม่มีการดูแลเหยื่อและการคุ้มครองพยานด้วยในกรณีนี้ ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจึงสามารถข่มขู่ผู้ร้องเรียนให้เก็บเรื่องเงียบได้โดยง่าย ดูตัวอย่างได้จากกรณีเหล่านี้ : UP-065-2007: UA-410-2006; UA-233-2006; UP-157-2005; UP-137-2005; UP-088-2005. โปรดดูกรณีการทรมานจนตายในขณะที่มีการคุมขังในภูมิภาคดังกล่าวได้ที่: UA-237-2007, UA-136-2007
ในเดือนตุลาคม 2550 ข้าราชการระดับสูงได้ยอมรับว่า มีคดีประมาณร้อยละ 30 ของคดีอาญาในศาลไทยที่ถูกนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยปราศจากพยานหลักฐาน (ดูที่ AS-261-2006) ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน กรณีชาย 58 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้ยั่วยุทหารให้ใช้กำลังในขณะที่มีการประท้วงในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งในจำนวนผู้ชุมนุมมีคนตายถึง 85 คน (โดยมี 78 คนที่ถูกคุมขังที่ค่ายทหาร) กรณีนี้ถูกยุติเรื่องภายหลังจากที่รัฐยอมรับว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดกับพวกเขาได้ (ดูที่ AHRC-OL-060-2006)
มาตรา
32
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่
ได้บัญญัติเรื่องการทรมานไว้ และรัฐบาลได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน
และการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The
Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or
Punishment - CAT) แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการทรมานไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติในประเทศไทยแต่อย่างใด
กฎหมายภายในที่มีอยู่ในปัจจุบันที่บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานยังห่างไกลจากข้อกำหนดในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
และไม่สามารถคาดหวังในการดำเนินการกรณีที่มีการทรมานที่เป็นเรื่องเฉพาะได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอเอชอาร์ซีเชื่ออย่างมั่นคงในประเทศนี้
สำหรับรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับพระราชกำหนดและสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้
โปรดดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree
ข้อมูลเพิ่มเติม :
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ต้องหาคดียาเสพติด พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกกระทำได้ง่าย พวกเขาจะไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณชน และไม่ถูกคำนึงถึงว่าข้อกล่าวหานั้นมีเนื้อหาสาระ หรือไม่เพียงใด ในปีพ.ศ.2546 มีผู้คนมากกว่า 2500 คน ถูกฆ่าตายอันเนื่องมาจากนโยบาย ”สงครามต่อต้านยาเสพติด” ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น (โปรดดู "Extrajudicial killings of alleged drug dealers in Thailand", article 2, June 2003, vol. 2, no. 3; www.article2.org.)
ศูนย์ข้อมูลทางกฎหมายแห่งเอเชีย (เอแอลอาร์ซี) (Asian Legal Resource Centre (ALRC)) ซึ่งเป็นองค์กรน้องของเอเอชอาร์ซี ได้เผยแพร่เอกสารในหัวข้อ “หลักนิติธรรมต่อสู้กับหลักนิติอำนาจ ในประเทศไทย” ("Rule of law versus rule of lords in Thailand") ในปีพ.ศ.2548 ซึ่งได้สำรวจเกี่ยวกับการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆในประเทศไทย (article 2, April 2005, vol. 4, no. 2) รายงานอื่นที่ผ่านมา ได้แก่ “การปกป้องคุ้มครองพยานหรือการกระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิดในประเทศไทย” ("Protecting witnesses or perverting justice in Thailand") ซึ่งกล่าวถึงปัญหาความปลอดภัยของเหยื่อที่ถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเผชิญ และครอบครัวของพวกเขาด้วย (article 2, June 2006, vol. 5, no. 3).
ข้อมูลเพิ่มเติม :
กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติต่อที่เป็นประชาชนคนธรรมดาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่ำช้า ซึ่งเกิดแก่เหยื่อส่วนใหญ่ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย พวกเขาเป็น “คนชั่ว” ของประเทศ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยแพร่หลายจนเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ “ง่ายที่จะผ่านมาแล้วก็ง่ายที่จะผ่านไป” (โปรดดู Strange fruit in Kalasin) ความล่าช้าในการสอบสวนซึ่งเกิดจากความตั้งใจ ถือเป็นการให้เวลาแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดได้มีโอกาสทำลายพยานหลักฐานและข่มขู่พยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาชญากรรมถูกกระทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีการลักพาตัวทนายความนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีนี้ แต่ยังมีกรณีอื่นๆอีกมากมาย การปฏิรูประบบตำรวจในประเทศไทยจึงต้องตระหนักถึงในเรื่องนี้ด้วย
ข้อแนะนำเพื่อดำเนินการ :
โปรดเขียนแสดงความวิตกกังวลถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนในทางอาญาอย่างเหมาะสม และนำเอาหลักการสืบสวนและสอบสวนของตำรวจมาดำเนินการ โปรดเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ด้วย
ในการนี้ เอเอชอาร์ซีเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติสำหรับการตั้งคำถามเกี่ยวกับการทรมานเพื่อให้มีการดำเนินการในกรณีนี้ด้วย
เพื่อสนับสนุนการเรียกร้อง โปรดกดที่นี่:
![]()
ตัวอย่างหนังสือ :
เรียน __________
ประเทศไทย : โปรดดำเนินการสอบสวนกรณีการทรมานชายสามคนในภาคใต้ของประเทศไทย
ชื่อของเหยื่อ : ชาย 3 คน (ชื่อของพวกเขาได้รับการปกปิดเพื่อความปลอดภัย)
ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด : กลุ่มทหารไม่ทราบสังกัดในหน่วยทหารที่วัดหลักเมือง หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
รายละเอียดกรณีโดยสังเขป :
ชายสามคนถูกจับ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนวางระเบิด ร้านน้องเฟิร์นคาราโอเกะ ในจังหวัดปัตตานี มีรายงานว่าพวกเขาทั้งหมดถูกทรมานที่หน่วยทหารซึ่งตั้งอยู่ที่วัดหลักเมือง แล้วถูกส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ก่อนส่งต่อไปยังที่ควบคุมตัวศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ขณะถูกควบคุมตัวพวกเขาสามารถพบญาติเพียงชั่วครู่ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2550 แล้วถูกนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปัตตานี ในวันที่ 28 ธันวาคม 2550
ชายสามคนประสบกับการทรมานในหลายรูปแบบ ขณะที่มีการพยายามบังคับให้รับสารภาพ หนึ่งในนั้นมีรอยฟกช้ำมากมายบนแผ่นหลัง ชายอีกคนถูกเหยียบที่คางด้วยรองเท้าบูทคอมแบท และคนที่สามถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด แล้วอาบด้วยน้ำเย็น และขังไว้ในห้องที่ทั้งเย็นและมืดเป็นเวลานานสลับกันหลายครั้ง พวกเขาทั้งหมดขณะนี้ถูกขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี
ข้าพเจ้าเขียนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการสอบสวนการทรมานชายทั้งสามคนนี้ เพื่อนำผู้ที่กระทำผิดต่อเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับกรณีที่คล้ายคลึงกันสำหรับคดีอื่นในอนาคตด้วย
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอนุญาตให้ทหารทำการทรมานตามแต่ใจตน และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดภาคใต้ ได้อย่างไร นี่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องการทรมานไว้โดยตรง รวมทั้งไม่มีผลใดๆเกิดขึ้นในระบบการคุ้มครองพยานในประเทศไทย เหยื่อง่ายต่อการถูกข่มขู่ให้ยกเลิกการร้องเรียนของพวกเขา รัฐบาลไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) และได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 32 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ยังไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในแต่อย่างใด
ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้สอบสวนการทรมานในกรณีนี้ และใช้การคุ้มครองพยานตามหลักกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546 ให้ดีที่สุดทั้งในการการรักษาและเยียวยา มันควรมีการบังคับใช้ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 32
กรณีชายเหล่านี้ควรถูกได้รับการดำเนินการค้นหาความจริงอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าพยานหลักฐานจะมีน้ำหนักมากเพียงพอหรือไม่ก็ตาม ก็ควรได้รับการนำไปสู่การพิจารณาในกระบวนการศาลต่อไป ถ้าการกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดควรถูกระบุชื่อและถูกดำเนินคดีให้รับโทษไปตามนั้น
รัฐบาลควรดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแก่ผู้ถูกคุมขังทุกคน ทั้งในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี และศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ด้วย
ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด และยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในทุกแห่งของประเทศไทย นอกจากนี้ ควรดำเนินการบัญญัติกฎหมายภายในให้เป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ความเห็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ ที่จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรได้รับการดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นนั้นโดยปราศจากความล่าช้าอีกต่อไป
ข้าพเจ้าเฝ้าคอยที่จะเห็นการปฏิบัติการของท่าน
ขอแสดงความนับถือ

