หน้าแรก / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย

January 24, 2008

English

ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

กรณีร้องเรียนเร่งด่วนที่ : AHRC-UAC-013-2008

วันที่ 25 มกราคม 2551
------------------------------------------------------
ประเทศไทย : การกล่าวหาถึงการใช้การทรมานในการบังคับให้รับสารภาพ ในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเด็น : การจับกุมและการคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน การได้รับการยกเว้นจากการลงโทษ การใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
------------------------------------------------------

ยกเลิกการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ของประเทศไทย
ดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree
------------------------------------------------------

เรียน กัลยาณมิตร

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) (Asian Human Right Commission (AHRC)) ได้รายงานเกี่ยวกับกรณีที่มีการกล่าวหามีการทรมานชายสองคน หลังจากที่พวกเขาถูกจับและควบคุมตัวตามอำเภอใจในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนหน้านี้นั้น (โปรดดูที่ UAC-005-2008) ขณะนี้เอเอชอาร์ซีได้รับข้อมูลใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกันกับกรณีที่เกี่ยวกับการทรมาน เหยื่อรายล่าสุดถูกกล่าวหาว่าเป็นคนดำเนินการวางระเบิดร้านน้องเฟิร์นคาราโอเกะ ในจังหวัดปัตตานี

รายละเอียดของกรณี :

ตามข้อมูลที่ได้รับจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ(ประเทศไทย) (The Working Group and Justice for Peace (Thailand)) มีชายสามคนถูกจับกุม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้วางระเบิดร้านคาราโอเกะ พวกเขาทั้งหมดกล่าวหาว่า ถูกทรมานที่หน่วยทหารซึ่งตั้งอยู่ที่วัดหลักเมือง (หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) หลังจากนั้นพวกเขาถูกส่งไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร และส่งต่อไปยังศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ขณะที่ชายทั้งสามคนถูกควบคุมตัวนั้นพวกเขาสามารถพบญาติได้เพียงชั่วครู่ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และในวันที่ 28 ธันวาคม 2550 พวกถูกนำตัวไปทำแผนรับสารภาพเกี่ยวกับการวางระเบิด รวมทั้งนำตัวไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปัตตานี ในวันเดียวกัน

ขณะที่มีการสอบสวนนั้น ชายคนหนึ่งอธิบายว่า เขาถูกสั่งให้ถอดเสื้อทั้งหมดและถูกนำตัวไปอาบด้วยน้ำที่เย็นจัด ก่อนที่จะนำตัวไปขังไว้ในห้องที่เย็นมาก และนำไปขังในห้องมืด สลับกันไปมาอยู่นานหลายครั้ง ในขณะเดียวกันก็บังคับให้เขารับสารภาพ ญาติของเขาแจ้งว่าร่างกายของเขาดูทรุดโทรมมาก และริมฝีปากของเขาก็แตกและแห้งผาก ญาติของชายคนที่สองได้พบเขาเพียงไม่กี่นาที และพบว่ามีรอยฟกช้ำอยู่ทั่วแผ่นหลังของเขา เหยื่อรายที่สามแจ้งว่าเขาถูกเหยียบที่คางด้วยรองเท้าบูทคอมเบท เขาบอกญาติว่าเขาถูกบังคับให้รับสารภาพและให้ซัดทอดเพื่อนของเขาสามคนเกี่ยวกับการวางระเบิด

ขณะนี้พวกเขาทั้งหมดถูกขังที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี แต่ชื่อของพวกเขารวมทั้งญาติได้รับการปกปิดเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง

ข้อมูลเบื้องต้น :

สถานการณ์นี้นำไปสู่การเพิ่มจำนวนของการได้รับการยกเว้นโทษ ซึ่งอ้างความมั่นคงของประเทศไทย ที่ถูกดำเนินการภายใต้การประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ พรก.ถูกประกาศใช้โดยอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อกลางปีพ.ศ.2548 ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงอย่างมากมายในส่วนหนึ่งของประเทศ และมันเป็นการให้อำนาจที่กว้างขวางแก่ตำรวจและทหาร มากกว่ากฎอัยการศึก พวกเขาจะไม่ถูกสอบสวนสำหรับการกระทำที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายดังกล่าว (ดูที่ AHRC-PL-056-2006 and read final report)

เมื่อระบบการปกครองโดยทหารกลับเข้ามามีอำนาจใหม่ ในเดือนกันยายน 2549 ได้มีการประกาศว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ และจะยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินด้วย (ดูที่ AS-255-2006) แต่พวกเขากลับขยายระยะเวลาการใช้พรก.ดังกล่าวออกไปอีก (ดูที่ UP-007-2007) ขณะนี้ขยายไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2551

กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินนำไปสู่การซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงได้อย่างไร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังได้รับการสนับสนุนให้มีการเก็บตัวผู้ถูกควบคุมในสถานที่ที่เป็นความลับ ซึ่งพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากทำโดยปราศจากความกลัวต่อการถูกสอบสวน (โปรดดู ข้อมูลอ้างอิง : UA-144-2007; AS-024-2007; AS-255-2006; UA-111-2007; UA-034-2007; UA-348-2006)

อย่างไรก็ตาม การทรมานเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย และหลักฐานที่แสดงเรื่องราวดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า การซ้อมทรมานได้รับการปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยตำรวจและทหารทั่วประเทศ ไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนที่บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานในประเทศไทย และไม่มีการดูแลเหยื่อและการคุ้มครองพยานด้วยในกรณีนี้ ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจึงสามารถข่มขู่ผู้ร้องเรียนให้เก็บเรื่องเงียบได้โดยง่าย ดูตัวอย่างได้จากกรณีเหล่านี้ : UP-065-2007: UA-410-2006; UA-233-2006; UP-157-2005; UP-137-2005; UP-088-2005.  โปรดดูกรณีการทรมานจนตายในขณะที่มีการคุมขังในภูมิภาคดังกล่าวได้ที่: UA-237-2007, UA-136-2007

ในเดือนตุลาคม 2550 ข้าราชการระดับสูงได้ยอมรับว่า มีคดีประมาณร้อยละ 30 ของคดีอาญาในศาลไทยที่ถูกนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยปราศจากพยานหลักฐาน (ดูที่ AS-261-2006) ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน กรณีชาย 58 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้ยั่วยุทหารให้ใช้กำลังในขณะที่มีการประท้วงในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งในจำนวนผู้ชุมนุมมีคนตายถึง 85 คน (โดยมี 78 คนที่ถูกคุมขังที่ค่ายทหาร) กรณีนี้ถูกยุติเรื่องภายหลังจากที่รัฐยอมรับว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดกับพวกเขาได้ (ดูที่ AHRC-OL-060-2006)

มาตรา 32 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ ได้บัญญัติเรื่องการทรมานไว้ และรัฐบาลได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการทรมานไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติในประเทศไทยแต่อย่างใด กฎหมายภายในที่มีอยู่ในปัจจุบันที่บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานยังห่างไกลจากข้อกำหนดในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และไม่สามารถคาดหวังในการดำเนินการกรณีที่มีการทรมานที่เป็นเรื่องเฉพาะได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอเอชอาร์ซีเชื่ออย่างมั่นคงในประเทศนี้

สำหรับรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับพระราชกำหนดและสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ โปรดดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree

ข้อมูลเพิ่มเติม :

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ต้องหาคดียาเสพติด พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกกระทำได้ง่าย พวกเขาจะไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณชน และไม่ถูกคำนึงถึงว่าข้อกล่าวหานั้นมีเนื้อหาสาระ หรือไม่เพียงใด ในปีพ.ศ.2546 มีผู้คนมากกว่า 2500 คน ถูกฆ่าตายอันเนื่องมาจากนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น (โปรดดู "Extrajudicial killings of alleged drug dealers in Thailand", article 2, June 2003, vol. 2, no. 3; www.article2.org.)

ศูนย์ข้อมูลทางกฎหมายแห่งเอเชีย (เอแอลอาร์ซี) (Asian Legal Resource Centre (ALRC)) ซึ่งเป็นองค์กรน้องของเอเอชอาร์ซี ได้เผยแพร่เอกสารในหัวข้อ หลักนิติธรรมต่อสู้กับหลักนิติอำนาจ ในประเทศไทย ("Rule of law versus rule of lords in Thailand") ในปีพ.ศ.2548 ซึ่งได้สำรวจเกี่ยวกับการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆในประเทศไทย (article 2, April 2005, vol. 4, no. 2) รายงานอื่นที่ผ่านมา ได้แก่ การปกป้องคุ้มครองพยานหรือการกระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิดในประเทศไทย ("Protecting witnesses or perverting justice in Thailand") ซึ่งกล่าวถึงปัญหาความปลอดภัยของเหยื่อที่ถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเผชิญ และครอบครัวของพวกเขาด้วย (article 2, June 2006, vol. 5, no. 3).

ข้อมูลเพิ่มเติม :

กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติต่อที่เป็นประชาชนคนธรรมดาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่ำช้า ซึ่งเกิดแก่เหยื่อส่วนใหญ่ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย พวกเขาเป็น คนชั่วของประเทศ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยแพร่หลายจนเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ ง่ายที่จะผ่านมาแล้วก็ง่ายที่จะผ่านไป” (โปรดดู Strange fruit in Kalasin) ความล่าช้าในการสอบสวนซึ่งเกิดจากความตั้งใจ ถือเป็นการให้เวลาแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดได้มีโอกาสทำลายพยานหลักฐานและข่มขู่พยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาชญากรรมถูกกระทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีการลักพาตัวทนายความนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย  นีละไพจิตร เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีนี้ แต่ยังมีกรณีอื่นๆอีกมากมาย การปฏิรูประบบตำรวจในประเทศไทยจึงต้องตระหนักถึงในเรื่องนี้ด้วย

ข้อแนะนำเพื่อดำเนินการ :

โปรดเขียนแสดงความวิตกกังวลถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนในทางอาญาอย่างเหมาะสม และนำเอาหลักการสืบสวนและสอบสวนของตำรวจมาดำเนินการ โปรดเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ด้วย

ในการนี้ เอเอชอาร์ซีเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติสำหรับการตั้งคำถามเกี่ยวกับการทรมานเพื่อให้มีการดำเนินการในกรณีนี้ด้วย

เพื่อสนับสนุนการเรียกร้อง โปรดกดที่นี่:

ตัวอย่างหนังสือ :

เรียน __________

ประเทศไทย : โปรดดำเนินการสอบสวนกรณีการทรมานชายสามคนในภาคใต้ของประเทศไทย

ชื่อของเหยื่อ : ชาย 3 คน (ชื่อของพวกเขาได้รับการปกปิดเพื่อความปลอดภัย)

ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด : กลุ่มทหารไม่ทราบสังกัดในหน่วยทหารที่วัดหลักเมือง หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

รายละเอียดกรณีโดยสังเขป :

ชายสามคนถูกจับ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนวางระเบิด ร้านน้องเฟิร์นคาราโอเกะ ในจังหวัดปัตตานี มีรายงานว่าพวกเขาทั้งหมดถูกทรมานที่หน่วยทหารซึ่งตั้งอยู่ที่วัดหลักเมือง แล้วถูกส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ก่อนส่งต่อไปยังที่ควบคุมตัวศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ขณะถูกควบคุมตัวพวกเขาสามารถพบญาติเพียงชั่วครู่ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2550 แล้วถูกนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปัตตานี ในวันที่ 28 ธันวาคม 2550

ชายสามคนประสบกับการทรมานในหลายรูปแบบ ขณะที่มีการพยายามบังคับให้รับสารภาพ หนึ่งในนั้นมีรอยฟกช้ำมากมายบนแผ่นหลัง ชายอีกคนถูกเหยียบที่คางด้วยรองเท้าบูทคอมแบท และคนที่สามถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด แล้วอาบด้วยน้ำเย็น และขังไว้ในห้องที่ทั้งเย็นและมืดเป็นเวลานานสลับกันหลายครั้ง พวกเขาทั้งหมดขณะนี้ถูกขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี

ข้าพเจ้าเขียนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการสอบสวนการทรมานชายทั้งสามคนนี้ เพื่อนำผู้ที่กระทำผิดต่อเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับกรณีที่คล้ายคลึงกันสำหรับคดีอื่นในอนาคตด้วย

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอนุญาตให้ทหารทำการทรมานตามแต่ใจตน และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดภาคใต้ ได้อย่างไร นี่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องการทรมานไว้โดยตรง รวมทั้งไม่มีผลใดๆเกิดขึ้นในระบบการคุ้มครองพยานในประเทศไทย เหยื่อง่ายต่อการถูกข่มขู่ให้ยกเลิกการร้องเรียนของพวกเขา รัฐบาลไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) และได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 32 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ยังไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในแต่อย่างใด

ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้สอบสวนการทรมานในกรณีนี้ และใช้การคุ้มครองพยานตามหลักกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546 ให้ดีที่สุดทั้งในการการรักษาและเยียวยา มันควรมีการบังคับใช้ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 32

กรณีชายเหล่านี้ควรถูกได้รับการดำเนินการค้นหาความจริงอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าพยานหลักฐานจะมีน้ำหนักมากเพียงพอหรือไม่ก็ตาม ก็ควรได้รับการนำไปสู่การพิจารณาในกระบวนการศาลต่อไป ถ้าการกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดควรถูกระบุชื่อและถูกดำเนินคดีให้รับโทษไปตามนั้น

รัฐบาลควรดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแก่ผู้ถูกคุมขังทุกคน ทั้งในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี และศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ด้วย

ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด และยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในทุกแห่งของประเทศไทย นอกจากนี้ ควรดำเนินการบัญญัติกฎหมายภายในให้เป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ความเห็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ ที่จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรได้รับการดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นนั้นโดยปราศจากความล่าช้าอีกต่อไป

ข้าพเจ้าเฝ้าคอยที่จะเห็นการปฏิบัติการของท่าน

ขอแสดงความนับถือ

Document Type :
Urgent Appeal Case
Document ID :
AHRC-UAC-013-2008-TH
Countries :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.