หน้าแรก / News / Urgent Appeals / ประเทศไทย : การกล่าวหาว่าชายสองคนถูกทรมานในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเทศไทย : การกล่าวหาว่าชายสองคนถูกทรมานในภาคใต้ของประเทศไทย

January 15, 2008

English

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - โครงการหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน

---------------------------------------------------------------------

กรณีหนังสือร้องเรียนเร่งด่วน : AHRC-UAC-005-2008-TH

14 มกราคม 2551
------------------------------------------------------
ประเทศไทย : การกล่าวหาว่าชายสองคนถูกทรมานในภาคใต้ของประเทศไทย

ประเด็น : การจับกุมและการคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน การได้รับการยกเว้นจากการลงโทษ การใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
------------------------------------------------------

ยกเลิกการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ของประเทศไทย
ดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree
------------------------------------------------------

เรียน ท่านที่เคารพ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) (The Asian Human Rights Commission (AHRC)) ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกล่าวหาว่า มีการทรมานชายสองคน หลังจากที่เขาถูกจับและถูกคุมขังตามอำเภอใจในภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 และวันที่ 9 มกราคม 2551 ตามลำดับ ภายใต้การใช้พระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีรายงานว่าพวกเขาถูกทำร้่ายโดยเจ้าหน้าที่เพื่อให้พวกเขารับสารภาพ ก่อนส่งไปหน่วยทหารที่วัดช้างไห้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้อธิบายหรือให้ข้อมูลแก่ครอบครัว หรือแม้แต่การสอบสวนเกี่ยวกับการทรมานชายทั้งสองแต่อย่างใด

กรณีที่ 1: (ขอสงวนชื่อของเหยื่อและสมาชิกในครอบครัวเพื่อความปลอดภัย)

ตามที่ได้รับข้อมูลจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ(ประเทศไทย) (the Working Group and Justice for Peace (Thailand)) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไม่ระบุสังกัดเจ้าจับกุมนาย ก. ในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พวกเขาไม่ได้ให้ข้อมูลแก่สมาชิกในครอบครัวถึงสถานที่ที่พวกเขาเอาตัวนาย ก. ไปควบคุมตัวไว้แต่อย่างใด ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ในเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2551 เจ้าหน้าที่ทหารนำตัวนาย ก.ไปยังหมู่บ้านของเขา และให้เขาชี้สถานที่ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปเขาและจดบันทึก ชาวบ้านคาดว่านี่เป็นการทำแผนรับสารภาพของเขา ชาวบ้านยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริเวณใบหน้าของนาย ก. มีร่องรอยฟกช้ำเหมือนกับการถูกทำร้ายด้วยการทรมาน

วันที่ 9 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 9.00 น. บิดาของเขาได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ แจ้งว่า อนุญาตให้เข้าเยี่ยม นาย ก. ได้ที่ศปก.ตร.ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังบุตรชายของเขา  เมื่อบิดาของเขาและผู้นำชุมชนได้เข้าเยี่ยมเขาที่ศปก.ตร.ส่วนหน้า พวกเขาเห็นบาดแผลและร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายของ นาย ก. ซึ่งบิดาของเขาเล่าว่า นาย ก. ได้เล่าเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำร้ายเขาเพื่อบังคับให้เขาให้การรับสารภาพ ในขณะที่เขาถูกสอบสวนที่หน่วยทหารที่วัดช้างไห้ แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันมากเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมตัวเขาให้เวลาเยี่ยมเพียงสั้นๆ

ตามที่บิดาเขาเล่า ก.ยังคงเจ็บไปทั่วร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหลังของเขา และในวันนั้นไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ขณะนี้เขาถูกคุมขังอยู่ที่ศปก.ตร.ส่วนหน้า ในจังหวัดยะลา

กรณีที่ 2: (ขอสงวนชื่อของเหยื่อและสมาชิกในครอบครัวเพื่อความปลอดภัย)

นายอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี นำตัว นาย ข.ไปรายงานตัวกับเขา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงได้แจ้งพี่ชายของนาย ข. ให้นำเขาไปพบนายอำเภอ เมื่อ ข.ไปถึงที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอได้่ส่งตัวเขาไปยังหน่วยทหารที่วัดเรียบ แล้่วถูกส่งต่อไปยังหน่วยทหารที่วัดช้างไห้ในวันเดียวกัน

ในวันที่ 6 มกราคม 2551 เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัวนาย ข.ไปที่มัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี เวลาประมาณ 13.30 น. โดยได้ถ่ายรูปเขาในขณะชี้จุดเกิดเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ที่ข้อมือของเขาถูกมัด และหน้าของเขามีรอยฟกช้ำ ขณะนี้เขาถูกคุมขังอยู่ที่ค่ายทหารอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

ขณะเดียวกัน ญาติของเขาได้ถามเจ้าหน้าที่ทหารถึงข้อหาที่เขาถูกจับกุม อย่างไีรก็ตาม พวกเขาไม่ได้อธิบายหรือแจ้งข้อมูลใดให้ทราบทั้งสิ้น

ข้อมูลเบื้องต้น :

พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในภาคใต้ของประเทศไทย ถูกประกาศใช้โดยอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อกลางปีพ.ศ.2548 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงในส่วนหนึ่งของประเทศ มันเป็นการให้อำนาจที่กว้างขวางแก่ตำรวจและทหาร มากกว่ากฎอัยการศึก และเป็นการให้ได้รับการยกเว้นจากการลงโทษอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากการสอบสวน สำหรับการกระทำของพวกเขาภายใต้กฎหมายนี้ ซึ่งตามที่ผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติเกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรมได้กล่าวไว้ว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับพวกเขาในการที่จะ หลุดพ้นจากข้อหาฆาตกรรม(ดูที่ AHRC-PL-056-2006) หน่วยงานอิสระนี้ได้ศึกษาสถานการณ์ในภาคใต้แล้่วให้ความเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวสมควรถูกเพิกถอน ซึ่งรวมทั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติซึ่งเป็นที่รู้จักก็มีความเห็นเช่นกันเดียวกัน

เมื่อระบบการปกครองโดยทหารเข้ามามีอำนาจใหม่ ในเดือนกันยายน 2549 มีการประกาศเจตนารมย์ถึงสิ่งที่ต้องทำในอันดับต้นๆ คือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ของประเทศไทย และยังกล่าวด้วยความตระหนักถึงการที่ต้องยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย (ดูที่ AS-255-2006) แต่ไม่เคยปรากฏการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด และแทนที่จะดำเนินการเช่นนั้น กลับปรากฏว่า ได้มีการขยายระยะเวลาของพรก.ดังกล่าวออกไปอีกเรื่อยๆ (ดูที่ UP-007-2007)

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินนำไปสู่การซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างไร บางคนสามารถถูกขังมากกว่า 30 วันขึ้นไป โดยปราศจากการตั้งข้อกล่าวหา และพวกเขาถูกควบคุมตัวที่แตกต่างจากการควบคุมตัวปกติที่พวกเขาจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหา อีกทั้ง เจ้าหน้าที่รัฐยังคงดำเนินการควบคุมตัวพวกเขาในที่ซึ่งไม่เปิดเผย และทำอะไรที่พวกเขาอยากจะทำโดยปราศจากความกลัวต่อการถูกตรวจสอบ (โปรดดู ข้อมูลอ้างอิง : UA-144-2007; AS-024-2007; AS-255-2006; UA-111-2007; UA-034-2007; UA-348-2006)

อย่างไรก็ตาม การทรมานเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย และหลักฐานที่แสดงเรื่องราวได้แสดงให้เห็นว่า การซ้อมทรมานได้รับการปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยตำรวจและทหารทั่วประเทศ เนื่องจากการขาดกฎหมายในการห้ามการทรมาน และการไม่ส่งผลกระทบต่อเหยื่อ และการคุ้มครองพยานในประเทศไทย ยิ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดข่มขู่เหยื่อที่ร้องเรียนได้ง่าย หรือไม่ดำเนินการใดต่อไปในกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดูตัวอย่างได้จากกรณีเหล่านี้ : UA-034-2007,  UA-410-2006; UA-233-2006; UP-157-2005; UP-137-2005; UP-088-2005 โปรดดูกรณีการทรมานจนตายในขณะที่มีการคุมขังในภูมิภาคดังกล่าว: UA-237-2007

ในเดือนตุลาคม 2550 ข้าราชการระดับสูงได้ยอมรับว่า มีคดีประมาณร้อยละ 30 ของคดีอาญาในศาลของประเทศไทยที่ถูกนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยปราศจากพยานหลักฐาน (ดูที่ AS-261-2006) ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2548 กรณีชาย 58 คน ถูกล่าวหาโดยทหารในกรณีที่มีการประท้วงหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาสอันเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับที่มีคนตายถึง 85 คน และมีคนถูกจับไปควบคุมตัวไว้ที่ค่ายทหารอีก 78 คน กรณีชายทั้ง 58 คนดังกล่าวถูกยุติเรื่อง ภายหลังจากที่รัฐยอมรับว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดกับพวกเขาได้ (ดูที่ AHRC-OL-060-2006)

ถึงแม้ว่า มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ และมีหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นใหม่เพื่อคุ้มครองพยานและเหยื่อก็ตาม แต่การคุ้มครองดัีงกล่าวกลับถูกดำเนินการโดยตำรวจซึ่งเป็นเจ้าของกรณี มันไม่ได้เป็นผลดีในคดีซึ่งการคุ้มครองความปลอดภัยถูกดำเนินการโดยผู้กระทำความผิดเสียเอง (ดูที่: Protecting witnesses or perverting justice in Thailand, article 2, vol. 5, no. 3, June 2006.)

มาตรา 32 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ ได้บัญญัติเรื่องการทรมานไว้ และรัฐบาลได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการทรมานไว้ในกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติในประเทศไทยแต่อย่างใด กฎหมายภายในที่มีอยู่ในปัจจุบันที่บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานในประเทศไทยยังห่างไกลจากข้อกำหนดในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และไม่สามารถหวังผลในการดำเนินการกรณีที่มีการทรมานซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะที่สำคัญ ดังที่เอเอชอาร์ซีเชื่ออย่างมั่นคงในประเทศนี้

สำหรับรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับพระราชกำหนดและสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ โปรดดูที่ http://thailand.ahrchk.net/edecree

ข้อเสนอเพื่อดำเนินการ :

โปรดส่งหนังสือแสดงความวิตกกังวลถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อเรียกร้องให้มีสอบสวนทางอาญาอย่างเหมาะสม และดำเนินการโดยนำเอาหลักการในการตรวจสอบและสอบสวนของตำรวจมาดำเนินการ และโปรดเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ด้วย

ในการนี้ เอเอชอาร์ซีเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงผู้่เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติสำหรับการตั้งคำถามเกี่ยวกับการทรมานเพื่อให้มีการดำเนินการในกรณีนี้ด้วย

เพื่อสนับสนุนการเรียกร้อง โปรดกดที่นี่ 

ตัวอย่างจดหมาย:

เรียน ____________

ประเทศไทย : โปรดดำเนินการสอบสวนกรณีการทรมานชายสองคนในภาคใต้ของประเทศไทย

ชื่อของเหยื่อ: สงวนไว้เพื่อความปลอดภัย
ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด :

1. กลุ่มทหารไม่ทราบสังกัด ปฏิบัติการในตำบลบือเีระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

2. นายอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

รายละเอียดกรณีโดยสังเขป :
1. คนหนึ่งถูกจับ เมื่อวัีนที่ 29 ธันวาคม 2550 ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ไปไว้ที่หน่วยทหารที่วัดช้างไห้ เหตุเกิดที่จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศปก.ตร.ส่วนหน้า จังหวัดยะลา

2. อีกคนหนึ่งถูกเอาตัวไปที่หน่วยทหารที่วัดเรียบ และถูกส่งต่อไปยังหน่วยทหารที่วัดช้างไห้ ในวันที่ 3 มกราคม 2551 ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัีดปัตตานี

ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทย สอบสวนกรณีที่มีทรมานชายสองคน เพื่อให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรมและชดเชยความเสียหายอย่างเพียงพอให้แก่เหยื่อ และต้องการให้ดำเนินการเช่นเดียวกันนี้กับทุกกรณีที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

ตามที่ข้าพเจ้าได้รับข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ได้มีทหารไม่ทราบสังกัดจับกุมชายคนหนึ่งจากตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ให้ข้อมูลถึงสถานที่ที่นำตัวเขาไปคุมขังแก่สมาชิกในครอบครัวแต่อย่างใด ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ในวันที่ 6 มกราคม 2551 เจ้าหน้าที่ได้เอาตัวเขาไปที่ีหมู่บ้านเพื่อให้เขาชี้จุดเกิดเหตุ และได้ถ่ายภาำพและจดบันทึกข้อมูล และยังกล่าวอีกว่า เขามีรอยฟกช้ำที่ใบหน้า ซึ่งดูเหมือนถูกทำร้ายด้วยการซ้อมทรมาน ในวันที่ 9 มกราคม 2551 บิดาของเขาได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ในเวลาประมาณ 9.00 น. เพื่ออนูญาตให้ไปเยี่ยมชายดังกล่าวได้ที่ศปก.ตร.ส่วนหน้า จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นที่คุมขังบุตรชายของเขา เมื่อบิดาของเขาและผู้นำชุมชนไปเยี่ยมที่สถานที่คุมขัีงดังกล่าว พวกเขาพบว่า มีร่องรอยบาดแผลและรอยช้ำทั่วร่างกายของเขา พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก บุตรชายของเขาแจ้งว่า ยังมีอาการเจ็บทั่วร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังของเขา

อีกกรณีหนึ่ง ข้าำพเจ้าได้รับข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 นายอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้สั่งให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลบือเระ อำเภอเดียวกันกับกรณีแรก นำตัวชายอายุ 23 ปี ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ผู้่ใหญ่บ้านจึงแจ้งให้พี่ชายของชายคนดังกล่าว นำตัวเขาำไปยังที่ว่าการอำเภอ เมื่อพวกเขาไปถึง นายอำเภอได้เอาตัวเขาส่งไปยังหน่วยทหารที่วัดเรียบ แล้วส่งตัวต่อไปยังหน่วยทหารที่วัดช้างไห้ในวันเดียวกัน

ในวันที่ 6 มกราคม เจ้าหน้าที่ทหารได้เอาตัวเขาไปยังมัสยิดที่ตำลบลบือเระ ในอำเภอเดียวกันข้างต้น เวลาประมาณ 13.30 น. เพื่อถ่ายรูปเขาและกำหนดให้ชี้จุดเกิดเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า มือของเขาทั้งสองข้างถูกมัด และใบหน้าของเขามีรอยฟกช้ำ

ข้าพเจ้าได้รับข้อมูลว่า ครอบครัวของพวกเขาได้รับแจ้งข้อมูลเพียงเท่านี้ และสามารถเยี่ยมเขาได้หลังจากถูกจับไปคุมขังแล้ว 10 วัน และ 6 วัน ตามลำดับแต่ละราย เหยื่อและญาติต้องรู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดขึ้นและต้องการการคุ้มครอง

นี่่เป็นกรณีที่แสดงให้เห็นว่า พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย สามารถทำให้ทหารมีอำนาจในการละเมิดต่ออำนาจของมัน และนำไปสู่การซ้อมทรมานและการละเ้มิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงได้ นี่แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับการทรมาน ไม่มีแม้กระทั่งผลกระทบใดจากกฎหมายคุ้มครองเหยื่อและพยานในประเทศไทย นั่นหมายถึงเหยื่อถูกละเลยข้อร้องเรียนของพวกเขาได้ง่าย ถึงแม้ว่า รัฐบาลไำทยได้ลงนามในอนุสัีญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (The Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) และได้บัญญัติเกี่ยวกับการทรมานไว้ใน มาตรา 32 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่มันไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายภายใน และไม่เคยมีการนำมาใช้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีการทรมานชายทั้งสองคนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยที่สุดเพื่อคุ้มครองให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546 โดยดำเนินการด้วยการเยียวยาและรักษาอย่างดีเท่าที่จะทำได้ และเพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 32 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ด้วย การสอบสวนอย่างเป็นอิสระควรดำเนินการเพื่อให้ทราบถึงการกระทำผิดต่อเขาเกี่ยวกับการทรมาน ถ้าการกระทำผิดได้รับการตรวจสอบ ผู้กระทำผิดควรได้รับการสอบสวนและดำเนินคดี และชายทั้งสองคนดังกล่าวควรได้รับการชดเชยเยียวยาด้วย กรณีทั้งสองควรถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์เพื่อนำสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล รัฐบาลควรอนุญาตให้มีการเข้าเยี่ยมผู้่ถูกคุมขังทั้งหมดในศปก.ตร.ส่วนหน้า จังหวัดยะลา และในค่ายอิงคยุทธบริหาร

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งประเทศไทยยกเลิกการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดภาคใต้ และยกเลิกการประกาศใช้่กฎอัยการศึกทั่วประเทศไทย รัฐบาลควรดำเนินการให้มีการบัญญัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานในกฎหมายภายใน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญพิเศษในกรณีสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและกรณีความขัดแย้งในภาคใต้ ทั้งของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติและคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ควรถูกนำมาปฏิิบัติโดยไม่ชักช้า

ข้าพเจ้าเฝ้าคอยที่จะเห็นการปฏิบัติการของท่าน

ขอแสดงความนับถือ

----------------

โปรดส่งจดหมายของท่านไปยัง:

1. พลเอกสุรยุทธ  จุลานนท์
รักษาการนายกรัฐมนตรี
สำนักนายกรัฐมนตรี
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กรุงเทพมหานคร 10300
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 280 1404/ 3000
โทรสาร : +662 282 8631/ 280 1589/ 629 8213
E-mail: spokesman@thaigov.go.th

2. พลเอกสนธิ  บุญยรัตนกลินทร์
รักษาการรองนายกรัฐมนตรี
สำนักนายกรัฐมนตรี
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กรุงเทพมหานคร 10300
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 280 1404/ 3000
โทรสาร : +662 282 8631/ 280 1589/ 629 8213
E-mail: spokesman@thaigov.go.th

3. นายชาญชัย  ลิขิตจิตถะ
รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
อาคารกระทรวงยุติธรรม ชั้นที่ 22
ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด
จังหวัดนนทบุรี 11120
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 502 6776/ 8223
โทรสาร : +662 502 6699/ 6734 / 6884
Email: om@moj.go.th

4. นายอารีย์  วงศ์อารยะ
รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงมหาดไทย
ถนนอัสดางค์
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร10200
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 224-6320/ 6341
โทรสาร : +662 226 4371/ 222 8866
Email: om@moi.go.th

5. พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

รักษาการผู้บัญชาการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อาคารที่ 1 ชั้นที่ 7
ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร 10330
ประเทศไทย
โทรสาร : +66 2 251 5956/ 205 3738/ 255 1975-8
E-mail: feedback@police.go.th

 

6. นายธีระ  มินทราศักดิ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

ศาลากลางจังหวัดยะลา

อำเภอเมืองยะลา

จังหวัดยะลา 95000

ประเทศไทย
โทรสาร/โทรศัพท์ +66 73 212 002
E-mail: yala@moi.go.th

7. พลโทวิโรจน์  บัวจรูญ
แม่ทัพภาคที่ 4
ค่ายสิรินทร ตำบลเขาตูม
อำเภอยะรัง
จังหวัดปัตตานี 94160
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +66 73 262 598
โทรสาร : +66 73 262 572

8. นายพระนาย  สุวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการ
ศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้ (ศอบต)
ศาลากลางจังหวัดยะลา
อำเภอเมือง
จังหวัดยะลา 95000
ประเทศไทย
โทรศัพท์/โทรสาร : +66 73 203 802

9. นายชัยเกษม  นิติศิริ
รักษาการอัยการสูงสุด
สำนักงานอัยการสูงสุด
อาคารหลักเมือง
ถนนหับเผย
แขวงพระบรมมหาราชวังเขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 224 1563/ 222 8121-30
โทรสาร : +662 224 0162/ 1448/ 221 0858
E-mail: ag@ago.go.th or oag@ago.go.th

10. ศาสตราจารย์ เสน่ห์  จามริก
ประธานคณะกรรมการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
422 ถนนพญาไท
เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร10300
ประไทยไทย
โทรศัพท์ : +662 219 2980
โทรสาร : +662 219 2940
E-mail: commission@nhrc.or.th

11. Mr. Homayoun Alizadeh
Regional Representative for Asia-Pacific of OHCHR
UNESCAP
อาคารเลขาธิการสหประชาชาติ ชั้นที่ 6 ห้อง A-601
ถนนราชดำเนินนอก
กรุงเทพมหานคร10200,
ประเทศไทย
โทรศัพท์ : +662 288 1496
โทรสาร : +662 288 3009

Document Type :
Urgent Appeal Case
Document ID :
AHRC-UAC-005-2008-TH
Countries :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC
Extended Introduction: Urgent Appeals, theory and practice

A need for dialogue

Many people across Asia are frustrated by the widespread lack of respect for human rights in their countries.  Some may be unhappy about the limitations on the freedom of expression or restrictions on privacy, while some are affected by police brutality and military killings.  Many others are frustrated with the absence of rights on labour issues, the environment, gender and the like. 

Yet the expression of this frustration tends to stay firmly in the private sphere.  People complain among friends and family and within their social circles, but often on a low profile basis. This kind of public discourse is not usually an effective measure of the situation in a country because it is so hard to monitor. 

Though the media may cover the issues in a broad manner they rarely broadcast the private fears and anxieties of the average person.  And along with censorship – a common blight in Asia – there is also often a conscious attempt in the media to reflect a positive or at least sober mood at home, where expressions of domestic malcontent are discouraged as unfashionably unpatriotic. Talking about issues like torture is rarely encouraged in the public realm.

There may also be unwritten, possibly unconscious social taboos that stop the public reflection of private grievances.  Where authoritarian control is tight, sophisticated strategies are put into play by equally sophisticated media practices to keep complaints out of the public space, sometimes very subtly.  In other places an inner consensus is influenced by the privileged section of a society, which can control social expression of those less fortunate.  Moral and ethical qualms can also be an obstacle.

In this way, causes for complaint go unaddressed, un-discussed and unresolved and oppression in its many forms, self perpetuates.  For any action to arise out of private frustration, people need ways to get these issues into the public sphere.

Changing society

In the past bridging this gap was a formidable task; it relied on channels of public expression that required money and were therefore controlled by investors.  Printing presses were expensive, which blocked the gate to expression to anyone without money.  Except in times of revolution the media in Asia has tended to serve the well-off and sideline or misrepresent the poor.

Still, thanks to the IT revolution it is now possible to communicate with large audiences at little cost.  In this situation there is a real avenue for taking issues from private to public, regardless of the class or caste of the individual.

Practical action

The AHRC Urgent Appeals system was created to give a voice to those affected by human rights violations, and by doing so, to create a network of support and open avenues for action.  If X’s freedom of expression is denied, if Y is tortured by someone in power or if Z finds his or her labour rights abused, the incident can be swiftly and effectively broadcast and dealt with. The resulting solidarity can lead to action, resolution and change. And as more people understand their rights and follow suit, as the human rights consciousness grows, change happens faster. The Internet has become one of the human rights community’s most powerful tools.   

At the core of the Urgent Appeals Program is the recording of human rights violations at a grass roots level with objectivity, sympathy and competence. Our information is firstly gathered on the ground, close to the victim of the violation, and is then broadcast by a team of advocates, who can apply decades of experience in the field and a working knowledge of the international human rights arena. The flow of information – due to domestic restrictions – often goes from the source and out to the international community via our program, which then builds a pressure for action that steadily makes its way back to the source through his or her own government.   However these cases in bulk create a narrative – and this is most important aspect of our program. As noted by Sri Lankan human rights lawyer and director of the Asian Human Rights Commission, Basil Fernando:

"The urgent appeal introduces narrative as the driving force for social change. This idea was well expressed in the film Amistad, regarding the issue of slavery. The old man in the film, former president and lawyer, states that to resolve this historical problem it is very essential to know the narrative of the people. It was on this basis that a court case is conducted later. The AHRC establishes the narrative of human rights violations through the urgent appeals. If the narrative is right, the organisation will be doing all right."

Patterns start to emerge as violations are documented across the continent, allowing us to take a more authoritative, systemic response, and to pinpoint the systems within each country that are breaking down. This way we are able to discover and explain why and how violations take place, and how they can most effectively be addressed. On this path, larger audiences have opened up to us and become involved: international NGOs and think tanks, national human rights commissions and United Nations bodies.  The program and its coordinators have become a well-used tool for the international media and for human rights education programs. All this helps pave the way for radical reforms to improve, protect and to promote human rights in the region.