หน้าแรก / News / Forwarded News / ประเทศไทย: กรณีการหายไปของ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ส่งผลต่อคดีสำคัญ เรียกร้องความรับผิดชอบต่อชีวิตความปลอดภัยพยานทั้งหมด

ประเทศไทย: กรณีการหายไปของ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ส่งผลต่อคดีสำคัญ เรียกร้องความรับผิดชอบต่อชีวิตความปลอดภัยพยานทั้งหมด

December 21, 2009
Share |

English

เรียนทุกท่าน
 
เราขอส่งต่อแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นคนหายและการคุ้มครองพยานมายังท่าน โดยเป็นแถลงการณ์ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Culture Foundation (CrCF))

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ฮ่องกง
-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FST-097-2009-TH
21 ธันวาคม 2552

แถลงการณ์จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ส่งต่อโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

ประเทศไทย: กรณีการหายไปของ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ส่งผลต่อคดีสำคัญ เรียกร้องความรับผิดชอบต่อชีวิตความปลอดภัยพยานทั้งหมด


มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
เผยแพร่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แถลงการณ์
กรณีการหายไปของนายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ส่งผลต่อคดีสำคัญ
เรียกร้องความรับผิดชอบต่อชีวิตความปลอดภัยพยานทั้งหมด
 
มีรายงานข่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552  นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ได้หายตัวไป ขณะที่เดินทางจากร้านน้ำชา กลับบ้านพักที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยญาติได้แจ้งความ เกี่ยวกับการหายตัวไปของพยานดังกล่าว ไว้ที่ สถานีตำรวจระแงะ เพื่อให้ติดตามแล้ว 

นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี เป็นหนึ่งในพยาน ในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตั้งข้อหาและสอบสวนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ 10 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันซ้อมทรมานลูกความของ นายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีปล้นปืน ที่ค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 ให้รับสารภาพ โดยขณะนี้สำนวนคดีซ้อมทรมานดังกล่าว อยู่ในระหว่างการไต่สวนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)

นายสมชาย หอมลออ ทนายความและประธาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวว่า “จากการติดตามข้อมูลในพื้นที่ และจากรายงานข่าว แม้ขณะนี้ จะยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ของการหายตัวไปของ นายอับดุลเลาะห์  อาบูคารี ก็ตาม แต่การหายตัวไปของพยานในคดีสำคัญ ที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกระบวนการยุติธรรม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง และทั้งยังเป็นพยานที่อยู่ในการคุ้มครองพยาน ของทางราชการเช่นนี้ จะส่งผลเสียหายต่อคดี และกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง ของความเชื่อของประชาชนที่ว่า การไม่สามารถนำตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด (Impunity) โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาดำเนินคดี เพื่อรับโทษตามกฎหมายนั้น ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย”

คดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีปล้นปืน ได้แก่ คดีการถูกบังคับให้หายไปของ คุณสมชาย นีละไพจิตร และคดีซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีปล้นปืนเพื่อให้รับสารภาพ เป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลในทางลบ ต่อหลักนิติธรรมของไทยอย่างร้ายแรง หากรัฐบาลไทยไม่สามารถสะสางคดีดังกล่าว และไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น ของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ว่า จะเที่ยงธรรมและรวดเร็ว สามารถให้ความเป็นธรรม ต่อประชาชนไทย ทุกกลุ่ม ทุกชาติพันธุ์ อย่างเสมอหน้ากัน ไม่เลือกปฏิบัติ โดยเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนได้แล้วนั้น รัฐและสังคมไทยไทยก็คงต้องยอมรับความล้มเหลว และความพ่ายแพ้ ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

เมื่อปีพ.ศ.2548 กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีการหายตัวไปของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นคดีพิเศษ และต่อมา ได้ทำสำนวนคดีผู้ต้องหาคดีปล้นปืนลูกความของทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกซ้อมทรมาน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิด ซึ่งอาจจะส่งผลให้นายตำรวจจำนวน 10 นาย ถูกฟ้องต่อศาลในคดีอาญา ในระหว่างที่ถูกไต่สวนความผิดโดยปปช.อยู่นี้ ในเดือนกันยายน พ.ศ.2552 นายตำรวจระดับนายพลสองท่าน ได้ยื่นฟ้องหนึ่งในพยานคดีดังกล่าว คือ นายซูดือรือมัน มาและ หนึ่งในพยานคดีซ้อมทรมานฯ ในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ต่อศาลอาญากรุงเทพเป็นสองคดี ศาลอาญากรุงเทพได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง นายซูดือรือมัน มาและ ไปแล้ว เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2552 อีกคดีหนึ่งศาลอาญากรุงเทพเลื่อนการพิจารณา ไต่สวนมูลฟ้องคดีไป เป็นเดือนมีนาคม พ.ศ.2553 นอกจากนั้น ยังปรากฏว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พยานผู้เสียหายจำนวนหลายคนที่เป็นผู้ถูกซ้อมทรมาน และครอบครัว อยู่ภายใต้การกดดันข่มขู่ต่อรอง และถูกคุกคามตลอดมา

แม้ว่า นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี จะไม่ได้ถูกฟ้องร้อง โดยกลุ่มนายตำรวจระดับสูงดังกล่าว แต่นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี นายซูดือรือมัน มาและ และ นายมะนาเซ มานะ เป็นกลุ่มพยานที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาโดยตลอด นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ได้เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวมุสลิม เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2552 และยังไม่ได้เดินทางกลับบ้านพักภายใต้การดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จนกระทั่งได้มาหายตัวไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2552 ซึ่งพบว่า การเดินทางไปพื้นที่ภาคใต้หรือภูมิลำเนา ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองพยาน ซึ่งเป็นระเบียบที่ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้พยานตามกฎหมาย

นายสมชาย หอมลออ ยังกล่าวต่อไปว่า “ดังนั้น จึงขอเรียกร้องรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ทำหน้าที่คุ้มครองพยาน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ที่ทำหน้าที่ไต่สวนคดีซ้อมทรมาน ที่ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี รอที่จะไปเป็นพยานเบิกความในศาลอยู่หลายปีแล้ว จนกระทั่งหายตัวไปดังกล่าวนี้  ได้แสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยขอให้รัฐบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานความมั่นคง ต้องสืบสวนสอบสวนเรื่องการหายไปของพยานรายนี้ อย่างเร่งด่วน แล้วแถลงให้ประชาชนทราบ ให้ปรับปรุง และจัดสรรงบประมาณ และกำลังคน ในการคุ้มครองพยานให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้นขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง ให้ ปปช. เร่งรัดการไต่สวนคดีซ้อมทรมาน ผู้ต้องหาคดีปล้นปืน ซึ่งค้างอยู่ที่ ปปช.มาสองปีแล้วโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คดีต้องเสียหายไปมากกว่านี้”
 
ข้อมูลเพิ่มเติม: นายสมชาย หอมลออ โทร.: + 66 81 899 5476

Document Type :
Forwarded Statement
Document ID :
AHRC-FST-097-2009-TH
Countries :
Document Actions
Share |