แถลงการณ์ เรื่อง ข้อเสนอต่อฝ่ายตุลาการต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรียนทุกท่าน
เราปรารถนาที่จะส่งต่อแถลงการณ์จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Culture Foundation: CrCF) และศูนย์ทนายความมุสลิม (Muslim Attorney Center: MAC) ข้างล่างนี้ให้แก่ท่าน
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ฮ่องกง
-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FST-083-2009-TH
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552
แถลงการณ์โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Culture Foundation: CrCF) และศูนย์ทนายความมุสลิม (Muslim Attorney Center: MAC) ส่งต่อโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (The Asian Human Rights Commission: AHRC)
แถลงการณ์ เรื่อง ข้อเสนอต่อฝ่ายตุลาการต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
17 พฤศจิกายน 2552
ข้อเสนอต่อฝ่ายตุลาการต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
นับแต่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย ของจังหวัดสงขลา ดังนั้น คดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่พยานหลักฐานจะมีจุดเริ่มต้นของการได้มา จากการจับกุมคุมขังบุคคล ภายใต้กฎหมายพิเศษและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งกฎหมายพิเศษนั้นไม่ได้ให้สิทธิ แก่ผู้ถูกควบคุมที่ถูกควบคุมตัวไว้เพื่อซักถาม และต่อมาได้ตกเป็นผู้ต้องหา ตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการดำเนินคดีที่เป็นธรรม เช่น การซักถามโดยที่ไม่มีบุคคลที่ตนไว้วางใจ หรือทนายความเข้าร่วมฟังการซักถาม ดังนั้น พยานใดๆที่ได้มาจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษนั้น เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยวิธีการที่ไม่โปร่งใส และไม่อาจรับฟังได้ในการพิจารณาคดี เนื่องจากองค์กรตุลาการ นับว่า เป็นองค์กรเดียวที่จะเป็นองค์กรที่จะสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจได้ ข้อเสนอต่อไปนี้ จึงเป็นข้อเสนอประเด็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และ ศาลควรวางบทบาทอย่างไร เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457
อำนาจในการกักตัวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ตามมาตรา 15 ทวินั้น มีเจตนารมณ์เพื่อการสอบถาม และตามความจำเป็นของราชการทหาร แต่มีข้อเท็จจริงที่พบว่า การกักตัวตามกฎหมายนี้ได้นำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คือ การซ้อมทรมานผู้ถูกกักตัวเพื่อให้รับสารภาพ ให้การซัดทอด หรือให้บอกแหล่งที่มาของอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ
ข้อเสนอ
เมื่อมีการยื่นคำร้องโดยทนายความเพื่อให้ศาลไต่สวน กรณีที่มีการควบคุมตัวโดยมิชอบ (Habeas Corpus Writ) ศาลควรมีบทบาทอย่างเต็มที่ในการใช้อำนาจในการไต่สวน โดยเรียกพยานหลักฐานเข้ามาสู่ศาลเพื่อไต่สวน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการเยียวยา หากพบว่า มีการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวจริง ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2550 มาตรา 32 รับรองไว้
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
มีการบัญญัติให้ศาลมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ตามมาตรา 11(1) มาตรา 12 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการขอออกหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาบังคับใช้โดยอนุโลม รวมถึงระเบียบกอ.รมน.ฯ ในขั้นตอนการออกหมายจับและการอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาการควบคุมตัว
ข้อเสนอ
1. กรณีการออกหมายจับตามพรก.ฉุกเฉินฯ
1.1 พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ได้เสนอให้มีการออกหมายจับนั้น ศาลควรเรียกมาไต่สวนให้ทราบสาเหตุของการขออำนาจการจับกุมนั้น มาจากพยานหลักฐานของการซัดทอด หรือมาจากแหล่งข่าว ว่าบุคคลใดมีส่วนในการกระทำความผิด เนื่องจากมีหลายคดีที่พบว่า เมื่อพนักงานอัยการส่งฟ้องต่อศาลแล้ว ก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงที่ตรงกับเหตุที่อ้างในการขอออกหมายจับตามพรก.ฉุกเฉินฯ
1.2 ควรกำหนดมาตรการในการให้ผู้ควบคุมตัวทำรายงานแสดงสถานะปัจจุบันของผู้ถูกควบคุมตัวต่อศาล เพื่อให้มีการจัดตั้งสารบบในการแจ้งสถานะ อันนำไปสู่การป้องกันมิให้มีการออกหมายจับซ้ำ และขั้นตอนในการปลดหมาย
2. การขยายระยะเวลาการควบคุมตัว
2.1 การขยายระยะเวลาการควบคุมตัว ควรนำขั้นตอนของข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 มาบังคับใช้ โดยกำหนดให้มีการนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลเพื่อทำการไต่สวนว่า ผู้ถูกควบคุมตัวนั้นจะคัดค้านการขยายระยะเวลาการควบคุมตัวหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันนี้ ศาลยังยึดเอาแนวทางของระเบียบกอ.รมน.ฯ ข้อที่ 3.7 วรรคสอง ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาขึ้นศาล
2.2 การทำรายงานของเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลนั้น ควรพิจารณารายงานการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และความเข้าใจ ต่อผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากพบว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำรายงานมักจะหยิบยกเอาข้อความใน ข้อ 3.7 ของระเบียบกอ.รมนฯ มารายงาน โดยที่มิได้ขยายรายละเอียด
2.3 ศาลควรกำหนดให้มีการไต่สวน เรื่องการปลดหมายจับพรก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ผู้ขอออกหมาย ไม่ยอมลบข้อมูลการออกหมายจับบุคคล ภายหลังจากที่มีการปล่อยตัว หรือเมื่อผู้ถูกควบคุมตัวได้ผ่านกระบวนการควบคุมตัวตามพรก.ฉุกเฉินเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวมักจะถูกกักตัวตามด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ การไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ รวมถึงการถูกนำตัวไปเข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐเพื่อแลกกับการปลดหมายจับ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
1. การยื่นคำร้องเพื่อขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวเพื่อสอบสวน ศาลควรมีบทบาทอย่างเคร่งครัดตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา ข้อ 47, 48 กรณีการยื่นคำร้องเพื่อนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวยังสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ ซึ่งต้องมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีการจัดให้มีการไต่สวน ในคดีความมั่นคงพบว่าพนักงานสอบสวนมักจะยื่นคำร้องเพื่อนำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนยังศูนย์ซักถาม พบว่าผู้ต้องหาไม่ได้รับสิทธิในการเข้าถึงทนายความที่ตนไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน
2. การยกเลิกระบบวีดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ กรณีที่มีการขยายระยะเวลาการสอบสวน ศาลควรกำหนดให้มีการนำตัวผู้ต้องหามาศาลเพื่อซักถาม และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาแถลงต่อหน้าศาลว่า จะคัดค้านการควบคุมตัวหรือไม่
3. ศาลควรมีความเคร่งครัดในการรับฟังพยานหลักฐาน เนื่องจากพยานในคดีความมั่นคงมีจุดเริ่มต้นของรวบรวมมาจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ดังนั้น พยานหลักฐานที่มีการนำเสนอในชั้นสืบพยาน มักจะเป็นพยานบอกเล่า หรือพยานที่ได้จากการซัดทอดในชั้นการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ รวมถึงมีขั้นตอนการจัดให้มีการชี้ตัวชี้ภาพที่ไม่โปร่งใส
4. ศาลไม่ควรอนุญาตให้มีการส่งประเด็นไปสืบ ทั้งนี้เพราะเจตนารมณ์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 230 มีจุดมุ่งหมายเพื่อไม่ต้องการให้มีการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น นอกจากมีความจำเป็นเท่านั้น (ความเห็นของ อ.จรัญ ภักดีธนากล จำเป็น คือ พยานเจ็บป่วยหรือพิการ เท่านั้น) ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญ ที่ว่า ศาลจะพิพากษาคดีต้องเป็นศาลที่นั่งสืบพยาน จึงมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 256 ให้ศาลจ่ายค่าพาหนะ ค่าป่วยการ และค่าเช่าที่พักที่จำเป็นและสมควรแก่พยานที่มาศาล
5. ศาลควรให้ความสำคัญต่อขั้นตอนของการตรวจพยานหลักฐาน เนื่องจากในขั้นตอนนี้ศาลจะสามารถพบว่า พยานของโจทก์มีอะไร พยานบุคคลเป็นใคร ในคดีความมั่นคงส่วนใหญ่จะพบว่า พยานบุคคลจะไม่มีประจักษ์พยาน มีแต่เพียงพยานบอกเล่า เช่นนี้ ศาลควรจะมานำมาเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการอนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยเข้ามาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
6. การยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลไต่สวนคำร้องต่างๆ เช่น กรณีการควบคุมตัวโดยมิชอบ การคัดค้านการขยายระยะเวลาการควบคุมตัว การไต่สวนมูลฟ้องของพนักงานอัยการ และการไต่สวนวิสามัญฆาตกรรม ศาลต้องมีบทบาทหรือใช้อำนาจในการไต่สวนอย่างเต็มที่ เช่น เรียกพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร เข้าสู่สำนวนศาล เพื่อเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด อันจะนำมาซึ่งการมีคำสั่งของศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและตรงตามข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีทนายความในคดี
พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 21 ศาลต้องกำหนดบทบาท ในการไต่สวนสำนวนการสอบสวนผู้ต้องหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้ คือ พนักงานสอบสวน ผอ.กอ.รมน. และพนักงานอัยการ และเปิดโอกาสให้มีทนายความเข้าไปมีส่วนร่วมในการซักถาม เพื่อเป็นการกลั่นกรอง ก่อนศาลมีคำวินิจฉัยได้ เนื่องจากตามบทบัญญัตินี้ ไม่มีองค์กรภาคประชาชนหรือทนายความเข้ามามีส่วนร่วม ในการตรวจสอบการใช้อำนาจว่า เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่
ข้อเสนอแนะทั่วไป
• ควรเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาอาวุโส หรือผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์ ในการพิจารณาคดีความมั่นคง และให้มีจำนวนผู้พิพากษาที่เพียงพอต่อปริมาณคดี ปัจจุบัน มีคดีทั้งสิ้นกว่า 545 คดี จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ 548 คน ไม่ได้สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมพ.ศ. 2552
• ขอให้ศาลมีขั้นตอนการศึกษาทำความเข้าใจ ในพื้นฐานแห่งปัญหาภาคใต้และสถานการณ์จริง จากมุมมองของภาคประชาสังคม และจากประชาชน เพิ่มเติมจากมุมมองของรัฐและจากหน่วยงานความมั่นคง
• ขอให้ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ปราศจากซึ่งการเลือกปฏิบัติต่อคดีความมั่นคง เช่น กรณีอัยการต้องเคร่งครัด สำหรับการใช้กฎหมายระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นการมาเป็นพยานศาลของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งปรากฎว่า มีหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ขอเลื่อน หรือปฏิเสธไม่มาศาล อ้างว่าติดราชการ
• การนัดความในชั้นพิจารณา ควรอนุโลมให้มีการนัดแบบต่อเนื่องที่ไม่เคร่งครัด ให้มีระยะห่างของเวลาในวันนัด แม้ว่าจะมีนโยบายการพิจารณาต่อเนื่องตามนโยบายของศาล แต่เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อถึงกำหนดนัดพยานโจทก์ไม่มาเบิกความเป็นพยาน โดยอ้างเหตุย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด หรือย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม เป็นต้น ทำให้ต้องมีการเลื่อนคดี การฝากประเด็นไปพิจารณาในศาลอื่นที่พยานมีภูมิลำเนา ซึ่งหลายครั้งทำให้เกิดการยกเลิกนัดที่นัดล่วงหน้ามาแล้วเป็นเวลาปีเศษ และต้องกำหนดนัดใหม่ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้ถูกควบคุมตัวเป็นเวลานานระหว่างการรอการพิจารณาคดี และวันนัดหมายต้องมาเลื่อน
• บทบาทของอัยการ มีบทบาทในการกลั่นกรองคดี และการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ควรมีความกล้าหาญที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อหาที่เห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง โดยพิจารณาจากสถิติการยกฟ้องของศาล โดยเฉพาะข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร หรือก่อการร้าย ซึ่งมีอัตราที่ศาลยกฟ้องสูง จนเป็นที่สงสัยในการใช้ดุลยพินิจในการสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ว่า มีความโน้มเอียงไปในทางยึดหลักการควบคุมตัว เพื่อป้องกันผู้ต้องหาไม่ให้ไปก่อเหตุ (Preventive Detention) มากกว่า หลักที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์
• เพิ่มจำนวนอัยการ เนื่องจากยังมีไม่เพียงพอกับปริมาณคดี เมื่อมีคดีซ้อนจึงต้องเลื่อนคดี ทำให้กระบวนการการพิจารณาคดีมีความล่าช้า
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ทนายความ สมชาย หอมลออ ประธานมูลนธิผสานวัฒนธรรม 081-8995476
ทนายความ สิทธิพงศ์ จันทรวิโรจน์ เลขาธิการศูนย์ทนายความมุสลิม 089-8731626

