Home / News / Forwarded News / ประเทศไทย: อากง ผู้ถูกศาลสั่งจำคุก ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียชีวิตในเรือนจำ

ประเทศไทย: อากง ผู้ถูกศาลสั่งจำคุก ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียชีวิตในเรือนจำ

May 10, 2012
Share |

English

เรียน ทุกท่าน

เราปรารถนาที่จะแบ่งปันแถลงการณ์ร่วมโดยสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH.) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กรณีการเสียชีวิตในที่คุมขังของนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)
ฮ่องกง

-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FST-030-2012-TH
10 พฤษภาคม 2555

แถลงการณ์ร่วมจากองค์กรสิทธิมนุษชนในประเทศไทย ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)

กรณี : อากง ผู้ถูกศาลสั่งจำคุก ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียชีวิตในเรือนจำ

ปารีส-กรุงเทพฯ, 9 พฤษภาคม 2555, สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH.) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกในประเทศไทย รู้สึกสลดใจ กับการเสียชีวิตของ นายอำพล ตั้งนพกุล ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุกด้วยโทษที่รุนแรงถึง 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 เพียงเพราะเชื่อว่า มีการส่งข้อความสั้น (sms) ที่มีลักษณะหยาบคาย จำนวน 4 ข้อความ ไปยังเลขานุการของนายกรัฐมนตรี ในปี 2553 ซึ่งข้อความนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งนายอำพลปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันความบริสุทธิ์ของตน ตั้งแต่ถูกจับกุมจนกระทั่งในชั้นศาล

นายอำพล ได้รับการขนานนามอันเป็นที่ทราบกันดีในชื่อ “อากง” หรือ คุณลุง SMS ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 โดยได้รับการประกันตัวช่วงสั้นๆ เมื่อ 4 ตุลาคม 2553 แต่เมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องในวันที่ 18 มกราคม 2554 นายอำพลก็ไม่ได้รับการประกันตัวอีกเลยนับแต่นั้นมา แม้จะยื่นคำร้องขอประกันตัวหลายครั้ง ศาลก็ยกคำร้องมาโดยตลอด ครั้งล่าสุดได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ก็ได้รับการปฏิเสธโดยศาลอุทธรณ์ โดยศาลให้เหตุผลว่า “ข้ออ้างข้อหนึ่งเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขอประกันตัวของจำเลยที่ว่า มีอาการเจ็บป่วยนั้น ไม่มีหลักฐานแสดงให้ปรากฏว่า ความเจ็บป่วยจะถึงขั้นร้ายแรงอันเป็นอันตรายถึงชีวิต” จนกระทั่งต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายอำพลจึงตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในคดีที่ศาลอาญาได้ตัดสินลงโทษ เพื่อต้องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องจากต้องการได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว อันเป็นผลจากการมีปัญหาเจ็บป่วย และได้รับความทุกข์ทรมาน จากการเป็นมะเร็งในช่องปาก และมีรายงานว่า นายอำพล มีอาการเจ็บในช่องท้องนานกว่าเดือน ก่อนเสียชีวิต โดยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของเรือนจำ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม และเสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม

สภาพของเรือนจำในประเทศไทยนั้น ยังไม่เป็นไปตามหลักการสหประชาชาติ ว่าด้วย กฎมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และการให้บริการทางการแพทย์ยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน ผู้ต้องขังที่มีสุขภาพอ่อนแอ เปราะบาง อาจเสียชีวิตก่อนเข้ารับการตรวจรักษา ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระให้ชัดเจน แจ้งถึงสาเหตุการเสียชีวิต และรายงานผลการชันสูตรพลิกศพ ที่ค้นพบเหตุแห่งการเสียชีวิตเช่นนั้น ต้องกระทำโดยพลัน โดยที่เรือนจำนั้นมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมแก่การคุมขังผู้สูงอายุที่สุขภาพอ่อนแอ FIDH และ สสส. มีความเห็นว่า

กรณีของนายอำพล เป็นหนึ่งในจำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กว่าร้อยคดี ที่ได้รับการตัดสินลงโทษในศาลชั้นต้นในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าตะหนกตกใจเป็นอย่างยิ่งที่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาลเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลสถิติของทางราชการ นับแต่มีการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 จากจำนวนที่ถูกฟ้องและถูกตัดสินลงโทษ 30 คดี ในปี 2549 สถิติพุ่งขึ้นราวติดจรวดเป็น 478 คดีในปี 2553

FIDH และสสส.เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า คือ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพรบ.ความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางคอมพิวเตอร์ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ ซึ่งรวมถึง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่บัญญัติให้รัฐภาคีต้องคุ้มครองเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือการแสดงออก บทบัญญัติ ขอบเขตและการบังคับใช้กฎหมาย ที่เป็นผลให้มีการจำกัดเสรีภาพ ในการวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงออกย่อมมีความขัดแย้งต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นของประชาชนชาวไทย คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ระบุไว้ในรายงานครั้งล่าสุดว่า การยังคงให้มีกฎหมายว่าด้วยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง และได้นำเสนอข้อเสนอแนะนี้ต่อรัฐบาล ให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นถ้อยคำที่กว้าง และขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมหรือขาดการคุ้มครองการดำเนินคดีที่มีการตีความตามอำเภอใจ และใช้ในความหมายที่ผิด กล่าวคือ กฎหมายอนุญาตให้บุคคลใดสามารถกล่าวหาบุคคลอื่นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงโทษที่จำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี ก็เป็นการละเมิดโดยกฎหมาย ซึ่งจากข้อมูลขององค์กรที่จับตาการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างใกล้ชิดพบว่า มีการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดที่เกินจริงในอัตราถึง 94 %

“การเพิกเฉย ให้มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในทางที่ผิด ก็เป็นการทำให้ความหมายของความอยุติธรรม ได้เกิดขึ้น และแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้าทั่วทั้งประเทศ" นายแดนทอง บรีน ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าว

“ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ว่า ประเทศไทยอนุญาตให้มีกฎหมาย ที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นความผิดทางอาญา โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรมและประชาธิปไตยเพียงเล็กน้อย”

“ความตายของนายอำพลเป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจของไทยตระหนักถึงผลกระทบจากโศกนาฏกรรม และความไร้มนุษยธรรม ของการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการปฏิเสธสิทธิในการได้รับการประกันตัวอย่างเป็นระบบ” โซยเฮย เบลฮัสเซน ประธาน FIDH กล่าว และกล่าวต่อด้วยว่า “รัฐบาลไทยต้องใส่ใจมากขึ้นต่อเสียงของของประชาชนไทยและประชาคมนานาชาติที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประทศหรือควรพิจารณายกเลิกกฎหมายนี้เสีย”

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย โปรดดู http://www.fidh.org-thailand

ปารีส-กรุงเทพฯ, 9 พฤษภาคม 2555

สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) : คารีน แอฟปี + 33 6 48 05 91 57
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.): แดนทอง บรีน : +662 275 4231

เอเอชอาร์ซี: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในเอเชีย ออกเอกสารเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ และ สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และสถาบันยุติธรรม เพื่อให้แน่ใจว่า สิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม สำนักงานตั้งอยู่ที่ฮ่องกง โดยก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2527

Document Type :
Forwarded Statement
Document ID :
AHRC-FST-030-2012-TH
Countries :
Issues :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC