หน้าแรก / News / Forwarded News / ประเทศไทย : ขอให้รัฐบาล และสำนักงานอัยการสูงสุด เร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยความจริงกรณีการเสียชีวิตของประชาชน 108 ศพ

ประเทศไทย : ขอให้รัฐบาล และสำนักงานอัยการสูงสุด เร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยความจริงกรณีการเสียชีวิตของประชาชน 108 ศพ

April 28, 2008
Share |

English

เรียน กัลยาณมิตร

เราปรารถนาที่จะแบ่งปันแถลงการณ์ที่ได้รับจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ฮ่องกง
-------------
สำหรัีบการเผยแพร่ทันที
แถลงการณ์เพื่อการส่งต่อ ที่ : FST-024-2008-TH

28 เมษายน 2551

แถลงการณ์จากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ส่งต่อโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

วันที่ 28 เมษายน 2547

กรณีเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ที่มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานีและที่อื่นๆ ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 108 ศพ ในวันเดียวกัน โดยการวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจ ในหมู่ประชนทั่วไป ถึงความถูกต้องชอบธรรม ต่อการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะการสังหารประชาชน 28 คน ในมัสยิดกรือเซะ และเยาวชนอีก 19 คน ที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เพราะการ “วิสามัญฆาตกรรม” จะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อ เป็นการที่เจ้าหน้าที่ต้องป้องกันชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตราย จากการต่อสู้ของคนร้าย และจะต้องเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ เท่านั้น กรณีการเสียชีวิตของประชาชน 108 ศพ จึงเป็นการตาย โดยผู้อื่นทำให้ตาย โดยเฉพาะเป็นความตายที่เกิดขึ้น โดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

ทางคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้ร่วมสังเกตการณ์คดีไต่สวนการตาย (วิสามัญฆาตกรรม) กรณีดังกล่าวมาโดยตลอด โดยได้ร่วมฟังการสืบพยานหลักฐาน ของทางอัยการ ซึ่งเป็นผู้ร้อง และญาติของผู้ตายที่เป็นผู้คัดค้าน ในเหตุการณ์ที่สะบ้าย้อยนั้น อัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 ขณะนี้พยานฝ่ายญาติผู้เสียชีวิต ได้ร้องขอต่อศาล ให้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ มาให้การเป็นพยาน ซึ่งจากหนังสือรับรองการตาย ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 คน จากจำนวน 19 คน ถูกยิงบริเวณศีรษะ หรือใบหน้า และส่วนใหญ่เป็นการยิงจากข้างหลัง ซึ่งการไต่สวนการตายสะบ้าย้อย ครั้งต่อไป จะมีขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 นี้

ส่วนกรณี การเสียชีวิตของประชาชน 32 ศพ ที่มัสยิดกรือเซะ อัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาล เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ในคดีหมายเลขดำที่ ช. 4 / 2547 และหมายเลขแดงที่ ช. 3/2549 โดยศาลจังหวัดปัตตานี ได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมด 32 คน ถูกเจ้าหน้าที่กระทำให้เสียชีวิต โดยมีการปะทะกัน ผู้เสียชีวิตบางคนมีมีด และปืนเป็นอาวุธ ในจำนวนนี้มี 4 คน เสียชีวิตในเวลา 05.00 บริเวณหน้ามัสยิดกรือเซะ ส่วนอีก 28 คน เสียชีวิต เมื่อเวลา 14.00 น. ในมัสยิด ซึ่งเป็นการเสียชีวิต เนื่องจากการถูกกระสุนปืน และระเบิดที่อวัยวะสำคัญ ภายใต้คำสั่งการของ พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี พันเอกมนัส คงแป้น และพันตรีธนภัทร นาคชัยยะ ซึ่งศาลจังหวัดปัตตานี ได้ส่งคำสั่งศาล ให้อัยการดำเนินการ ตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ต่อไป

แต่จนถึงขณะนี้ เป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน นับแต่ศาลจังหวัดปัตตานี ได้มีคำสั่งดังกล่าว แล้วส่งสำนวนการไต่สวนการตาย ไปยังพนักงานอัยการ เพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ จนบัดนี้ ยังไม่ปรากฏว่า ได้มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ แต่อย่างใด
สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดคำถามจากประชาชนทั่วไป มาโดยตลอด ถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม และปัญหา ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงความโปร่งใส ที่ปลอดพ้นจากการแทรกแซง ในระบบยุติธรรมของประเทศไทย

คณะทำงานฯ รู้สึกห่วงใย ต่อปัญหาสถานการณ์ความรุนแรง ในจังหวัดภาคใต้ ที่เพิ่มมากขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่ ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ในตัวเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญ ประการหนึ่ง มาจากความไม่เป็นธรรม ที่ยังคงปรากฏอยู่ ทั้งนี้ คณะทำงานฯ หวังที่จะเห็น กระบวนการยุติธรรมไทย ได้ทำหน้าที่ ในการให้ความเป็นธรรม และสามารถเป็นที่พึ่ง ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง จึงมีข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีอย่างจริงจัง เคารพในสิทธิมนุษยชน โดยต้อง ยุติการส่งสัญญาณใดๆ ที่จะเป็นเสมือนหนึ่ง ในการสนับสนุนความรุนแรง เพราะความสูญเสีย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต หรือทรัพย์สิน ของฝ่ายใด คือ ความเจ็บปวด ของคนร่วมแผ่นดิน จึงไม่ควรนำมากล่าวเปรียบเทียบ ให้เกิดความแตกแยกในสังคม

2. ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุด เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการอำนวยความยุติธรรม แก่ประชาชน ในเหตุการณ์ การเสียชีวิตของประชาชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 โดยการส่งสำนวน ให้พนักงานสอบสวน เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บนพื้นฐานของความเป็นอิสระ โปร่งใส และปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าจะจากฝ่ายใดๆ โดยต้องระลึกเสมอว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความอยุติธรรม”

3. ขอให้รัฐพิจารณาทบทวน การใช้กฎอัยการศึก และ พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการควบคุมตัวประชาชน รวมทั้งการไม่อนุญาต ให้ญาติเข้าเยี่ยมทันท ีหลังการถูกควบคุมตัว อีกทั้ง สถานที่ควบคุมตัว หลายแห่ง มิได้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการซ้อมทรมาน ผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมาก และบางคนต้องเสียชีวิต จากการลุแก่อำนาจของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ เพื่อให้ความยุติธรรม เป็นไปโดยเสมอภาค เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะ การสร้างความเชื่อมั่น ของประชาชน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะคดีไต่สวนการตายนี้ นอกจาก เป็นที่สนใจของประชาชน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชาคมโลกแล้ว ยังเป็นปมเงื่อนสำคัญ ของการแก้ปัญหาความไม่สงบ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

Document Type :
Forwarded Statement
Document ID :
AHRC-FST-024-2008-TH
Countries :
Document Actions
Share |