ประเทศไทย: เจ็ดปี รัฐล้มเหลวไม่สามารถนําคนอุ้มสมชายมาลงโทษ
เรียน ทุกท่าน
เราปรารถนาที่จะแบ่งปันแถลงการณ์ จาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Culture Foundation: CrCF) แก่ท่าน
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)
ฮ่องกง
-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FST-018-2011-TH
วันที่ 14 มีนาคม 2554
แถลงการณ์จาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Culture Foundation: CrCF) ส่งต่อโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)
ประเทศไทย: เจ็ดปี รัฐล้มเหลวไม่สามารถนําคนอุ้มสมชายมาลงโทษ
แถลงการณ์
เจ็ดปี รัฐล้มเหลวไม่สามารถนําคนอุ้มสมชายมาลงโทษ
รัฐต้องตอบญาติ สังคมไทยและเวทีโลก ใครอุ้มทนายสมชาย
ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ศาลอุทธรณ์อ่านคําพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และบุตรของนายสมชาย ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตํารวจ 5 นาย1 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทําผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทําการใดหรือไม่กระทําการใด โดยใช้กําลังประทุษร้าย จากกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547
คําพิพากษาอุทธรณ์วิเคราะห์เหตุการณ์ว่า เกิดเวลาค่ำแสงน้อย พยานไม่เห็นหน้าจําเลย ยกประโยชน์แห่งความสงสัย กลับคําพิพากษาของศาลชั้นต้นยกฟ้องให้จําเลยที่ 1 พ้นผิด จําเลยที่ 2 – 5 ไม่มีประจักษ์พยาน จําเลยที่ 5 หลักฐานทางโทรศัพท์ไม่น่าเชื่อถือ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องจําเลยที่ 2 – 5 องค์กรสิทธิมนุษยชน เสนอรัฐบาลรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศ เรื่องการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายในเวที UPR2 ที่กรุงเจนีวา เดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 เพื่อแสดงเจตจํานงทางการเมือง แก้ไขระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ล้มเหลวในการนําคนผิดมาลงโทษ เรียกร้องรัฐจะต้องตอบญาติ ตอบสังคม และเวทีโลก ให้ได้ว่า ใครอุ้มทนายสมชาย
ในวันนี้ เป็นวันครบรอบ 7 ปี การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุมษยชน คดีนี้ คดีที่สาธารณชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากนอกจากจําเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ 5 นาย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาดังกล่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายนาย ที่ยังไม่สามารถนําตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ อีกทั้ง คดีนี้ ยังความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่วิจารณ์กันว่า คดีเช่นนี้ ผู้กระทําความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมักลอยนวล โดยที่กฎหมายไทยไม่สามารถนําตัวมาลงโทษได้
คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ตอกย้ำข้อวิจารณ์ดังกล่าว และเป็นการยืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยไร้ประสิทธิภาพ หรือปกป้องเจ้าหน้าที่ที่กระทําผิดให้ลอยนวล (Impunity) และไม่มีกฎหมาย หรือมาตรการที่เพียงพอในการนําผู้กระทําผิดโดยบังคับให้บุคคลสูญหายมาลงโทษได้ เนื่องจากไม่มีข้อหาการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญา ในกฎหมายไทย อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมของไทย ยังไม่ยอมรับว่า การบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือ Enforced Disappearances หรือการอุ้มหาย อุ้มฆ่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง
ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยไปว่า เมื่อภรรยาและบุตรของทนายสมชาย ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมไม่สามารถยืนยันได้ว่า ทนายสมชายเสียชีวิตจากการถูกทําร้าย หรือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการงานเองได้ จึงไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ที่จะใช้สิทธิเป็นผู้เสียหายแทนได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้บุคคลในครอบครัวของนายสมชายทั้ง 5 คน เข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้น มิชอบตามกฎหมาย จึงไม่ต้องพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม คําพิพากษาของศาลเท่ากับเป็นการตัดสิทธิของภรรยาและบุตรทั้ง 4 ของนายสมชาย ในการเข้ามามีส่วนรวมในการต่อสู้ เพื่อค้นหาความจริง และเพื่อความยุติธรรมในกระบวนการศาล ศาลอุทธรณ์ไม่รับคําอุทธรณ์โดยโจทก์ร่วม คือ ภรรยาและบุตร ในการพิจารณาอุทธรณ์คดีนี้ ทั้งๆที่ ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ นายสมชายเป็นบุคคลสาบสูญ หลังหายตัวไปครบ 5 ปี แล้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2552
“เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้ง
ระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการ เพื่อแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่กระทําผิดแต่ ลอยนวล ทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งลงนามเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วย การคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of all persons from Enforced Disappearance) อันจะนํามาซึ่งการตราบทบัญญัติในกฎหมายอาญาว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นการกระทําผิดทางอาญา การปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญา จะนําไปสู่การสร้างมาตราฐาน ทั้งทางกฎหมาย การบริหารงานตุลาการ และด้านการคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครอง และยุติการบังคับให้บุคคลสูญหาย ในประเทศไทย โดยรัฐต้องแสงความมุ่งมั่นและเจตจํานงทางการเมือง ต่อเวทีระหว่างประเทศที่จะมีการพิจารณา รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ตามระบบ UPR ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ที่จะถึงนีh” นายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิฯ กล่าว
-------------------
1 พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ.รมน. ช่วยราชการกองปราบปราม, พ.ต.ท.สินชัย นิมปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลียมสงวน อายุ 45 ปี อดีตรอง ผกก.3 ป. เป็นจําเลยที่ 1-5
2 การจัดทํารายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) โดยประเทศไทย จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ สถานการณ์สิทธิมนุษยชน ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ในวันที่ 5 และ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2554 และ วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554 เป็นวันสุดท้ายที่องค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ จะสามารถส่งรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ โดยมีการคาดการณ์ว่า ประเด็นเรื่องการหายตัวไปของทนายสมชาย จะเป็นประเด็นที่ทาง HRC จะท้วงติงสอบถามความคืบหน้า ในการนําคนผิดมาลงโทษ
-----------------
ขอข้อมูลเพิมเติมได้ที่ นายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิฯ Tel. 02-6934939
การสูญหายของบุคคลคือการสูญหายของความยุติธรรม
The Disappearance of Persons is the Disappearance of Justice

