ประเทศไทย: องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาล ให้ยึดมั่น ในหลักการ มาตรฐาน และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
เรียน ทุกท่าน
เราปรารถนาที่จะแบ่งปันแถลงการณ์ร่วมโดย สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาสังคม ของประเทศไทย เกี่ยวกับ รายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (UPR)
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)
ฮ่องกง
-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FST-010-2012-TH
22 กุมภาพันธ์ 2555
แถลงการณ์ร่วมจากสภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาสังคม ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)
ประเทศไทย: องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาล ให้ยึดมั่น ในหลักการ มาตรฐาน และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
19 กุมภาพันธ์ 2555
กรุงเทพมหานคร
ถึงเพื่อน ๆ กัลยาณมิตร
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาสังคม ขอส่งคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ มายังท่าน
ทั้งนี้ กระบวนการ UPR ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และท่าทีการปฏิบัติของรัฐภาคีสมาชิก ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่่งได้กำหนดให้มีการทบทวนดังกล่าวทุก 4 ปี กระบวนการประเมินดังกล่าวเปิดกว้างให้กับรัฐภาคีสมาชิก ภาคประชาสังคม ภาคส่วนอื่นๆ และหน่วยงานภายใต้ระบบสหประชาชาติ ได้มีส่วนร่วมในการเสนอรายงานด้วย เพื่อความสมบูรณ์รอบด้านของข้อมูลในกระบวนการดังกล่าว โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน จะส่งรายงานทั้งหมดไปยังคณะทำงาน UPR เพื่อพิจารณา
ประเทศไทยได้จัดส่งรายงานไปยังคณะทำงาน UPR เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะทำงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม และได้รับข้อเสนอแนะจากที่ประชุม รวมทั้งสิ้น 172 ข้อ
ผู้แทนประเทศไทยได้รับข้อเสนอไว้แล้ว 100 ข้อ ระหว่างการประชุม ที่ นครเจนีวา เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานราชการหลักที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาเพื่อเตรียมนำเสนอให้รัฐบาลตอบรับอีก 34 ข้อ และไม่ควรตอบรับอีก 38 ข้อ ในจำนวนที่ไม่ตอบรับเหล่านั้น มีประเด็นที่ีมีสาระสำคัญ เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนจึงมีความเห็นตามคำแถลงที่แนบมาพร้อมกันนี้
ในวันที่ 15 มีนาคม ศกนี้ รัฐบาลจะต้องนำเสนอท่าทีต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ตามกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในระบบ UPR ซึ่งช่วยยกระดับสิทธิมนุษยชนอย่างได้ผลดีในหลาย ๆ ประเทศมาแล้ว
แถลงการณ์
องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาล
ให้ยึดมั่นในหลักการ มาตรฐาน และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
รัฐควรกำหนดท่าทียอมรับข้อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ
ในการประชุมกลางเดือนหน้าที่นครเจนีวา
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม อันประกอบด้วย ภาคีสมาชิกกว่า 50 องค์กร กลุ่ม และสถาบัน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ใส่ใจในการตอบสนอง ต่อข้อเสนอแนะ 172 ข้อ จากที่ประชุมคณะทำงานว่าด้วยการตรวจตรา สถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการ UPR ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์
ก่อนหน้านี้ ทางสภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ได้จัดส่งรายงานต่อคณะทำงาน UPR ผ่านสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2554 โดยรายงานดังกล่าวได้ให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะในหลากหลายประเด็น ซึ่งได้เน้นย้ำในส่วนสาระสำคัญไว้ด้วยแล้ว
กระบวนการ UPR เป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยในการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาคมโลก และนำมาสู่การแก้ไขปรับปรุงสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการตระเตรียมการเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในเดือนมีนาคม ศกนี้ ทางสภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
กฎหมายความมั่นคง
กฏหมายความมั่นคง อันได้แก่ พระราชบัญญัติคามมั่นคงในราชอาณาจักร พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ อันขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและผู้ถูกจับกุมที่เป็นสามัญชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบและสันติ เสรีภาพในการเดินทาง และการสื่อสารยังคงถูกแทรกแซง จำกัด และขัดขวาง กฎหมายในลักษณะที่ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ จะต้องถูกทบทวน แก้ไข และนำมาสู่การยกเลิกโดยเร็ว นอกจากนี้ ความขัดแย้ง ความรุนแรง ที่ยังเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นปัญหาสำคัญ ที่จำเป็นต้องใช้หลักแห่งความยุติธรรมและมาตรการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุด มาใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังดังกล่าว
การหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (อุ้มหาย)
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ขอแสดงความยินดีต่อการที่รัฐบาลได้ลงนาม ใน อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองประชาชนทุกคน ให้ปลอดจากการถูกบังคับให้สูญหาย เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ก็ผิดหวังที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าว รัฐบาลจะต้องให้ความใส่ใจและมุ่งมั่นอย่างเต็มที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเป็นธรรมต่อเหยื่อและญาติพี่น้องของผู้ถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลจะต้องให้หลักประกันว่า ร่างกฎหมาย และร่างแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องจะได้รับการพิจารณาในรัฐสภาโดยเร็ว
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้อง ให้รัฐบาลให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้โดยทันที เนื่องจากปัญหาการบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง และยังถือเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติอีกด้วย จึงต้องมีการคุ้มครองสิทธิประชาชนเกิดขึ้นโดยเร็ว
กรณีล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 นายนาสือลัน ปิ ได้ถูกลักพาตัวไปจากร้านน้ำชา ใกล้กับบ้านของตน เลขที่ 99/1หมู่ที่ 5 ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยมีชาย 2 คน แต่งกายชุดทหาร มีอาวุธประจำกาย ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ลงมาจากรถ และได้เข้าไปหานายนาสือลันในร้านน้ำชาและได้ถามว่า ชื่อนาสือลัน ใช่ไหม นายนาสือลันตอบว่า ใช่ หลังจากนั้น ก็ได้นำตัวนายนาสือลันไปที่รถ แล้วชายทั้งสองคนดังกล่าวได้กดศีรษะและบังคับให้นายนาสือลันขึ้นไปบนรถและนำตัวออกไป ปัจจุบันครอบครัวยังไม่ทราบชะตากรรมของนายนาสือลันแต่อย่างใด แม้จะได้แจ้งความไว้กับพนักงานตำรวจในพื้นที่ให้สืบสวนสอบสวนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ความคืบหน้าใด ๆ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
สิทธิในการมีชีวิต การลงโทษประหารชีวิต
การงดเว้นโทษประหารชีวิต และการเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามที่ได้รับการเสนอแนะจากที่ประชุมคณะทำงาน UPR มีความสำคัญยิ่ง ที่จะนำไปสู่ความพยายามร่วมกันของประชาคมนานาชาติ ที่จะยุติการลงโทษทัณฑ์ด้วยการประหารชีวิต อย่างไรก็ดี สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน มีความเป็นห่วงเป็นใยว่า รัฐบาลไทยมิได้แสดงท่าทีที่สร้างสรรค์ต่อข้อเสนอดังกล่าว
นอกจากนี้ สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนเห็นว่า รัฐบาลไทยควรลงมติ “เห็นด้วย” กับข้อเสนอในหลักการดังกล่าว แทนที่จะแสดงท่าที “งดออกเสียง” ในการประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติในเรื่องนี้ ท่าทีที่สร้างสรรค์ของรัฐบาลไทย ย่อมมีความสำคัญ เพราะปัจจุบันประเทศภาคีสมาชิกของสหประชาชาติกว่า 130 ประเทศ ได้มีการงดเว้นการลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว
เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุม
รัฐบาลจะต้องให้หลักประกัน ในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อ การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสันติ การศึกษาและทบทวนเพื่อการปรับปรุงกฎหมาย หรือคำสั่งที่ล้าหลัง เช่น พระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กฎหมายความมั่นคง รวมถึง การศึกษาผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112 ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ถือเป็นความจำเป็น และเป็นประโยชน์กับสังคมที่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ ปัญหา “การกล่าวหาด่าทอด้วยความเกลียดชัง” (Hate Speech) ก็ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่า อาจนำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในแง่อื่นๆ ได้
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย แสวงหาความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน จากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในด้านเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งหมายรวมถึง การแสดงความคิดเห็น ให้มาเยือนประเทศไทย ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก รัฐพึงต้องหามาตรการที่เหมาสมในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เกิดปัญหาที่ลุกลาม ปล่อยให้มีการฟ้องร้องคดีความทางอาญาอย่างกว้างขวาง กับผู้ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น ที่แตกต่างในสังคมประชาธิปไตย
ขจัดปัญหาการลบล้างความผิดโดยมิชอบ (Impunity)
ธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วย ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีเป้าหมายเพื่อการยุติการก่ออาชญากรรม และผู้กระทำผิดกลับลอยนวล อันถือเป็นการลบล้างความผิดโดยมิชอบ นั้น ครอบคลุมมูลเหตุการกระทำความผิดใน 4 ประการสำคัญ คือ 1. อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ 2. การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 3. อาชญากรรมสงคราม และ 4. อาชญากรรมการรุกราน ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามไว้แล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2544 แต่ยังมิได้ให้สัตยาบัน
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ขอกล่าวย้ำว่า รัฐบาลต้องให้ความใส่ใจในการเข้าร่วมภารกิจสำคัญดังกล่าวกับประชาคมระหว่างประเทศ ในการขจัดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการลบล้างความผิดโดยมิชอบเหล่านั้นโดยเร็ว และนี่ยังเป็นความรับผิดชอบทางคุณธรรมของรัฐบาลไทย ที่จะต้องให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมโดยเร็ว
แรงงานข้ามชาติ และการไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล
อนุสัญญา ว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ เมื่อประเทศไทยได้ประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ทั้งในฐานะผู้ส่งออกและนำเข้าแรงงานเหล่านี้ การเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง และเป็นธรรม การให้สัตาบันอนุสัญญานี้ จะเป็นขั้นตอนสำคัญหนึ่ง ในการเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปีพ.ศ.2558 และเปิดโอกาสให้ประชาชนอาเซียนทั้งมวลมีความเท่าเทียมกัน
ผู้ลี้ภัย และ คนไร้รัฐ - สัญชาติ
ข้อเสนอแนะของประชาคมโลก ได้สนับสนุนให้ประเทศไทย ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาคุ้มครองผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสาร พ.ศ.2510 รวมทั้ง อนุสัญญาว่าด้วยคนไร้รัฐ - สัญชาติ พ.ศ.2497 และ พ.ศ.2504 อนุสัญญาดังกล่าวพึงได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลไทย เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาล ในการเสริมสร้างความพยายามส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย หากมิได้ใส่ใจในปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยก็อาจพลาดจากการเป็นผู้นำในด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนระดับโลกไปอย่างน่าเสียดาย
สิทธิในการพัฒนา และเข้าถึงระบบยุติธรรม
โครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย ทั้งของรัฐและเอกชน จะต้องเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย อันอาจได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว การรับฟังและได้รับความยินยอมจากผู้เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งจำเป็น ที่มักจะถูกละเลยโดยรัฐมาโดยตลอด โครงการไม่ว่าจะระดับพันล้านหมื่นล้านจะต้องได้รับการศึกษา ทบทวนอย่างรอบด้าน ทั้งผลดีผลเสีย ต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่จะเกิดขึ้นได้
กลไกสิทธิมนุษยชนอันเกิดจากกติการะหว่างประเทศ อนุสัญญา ข้อตกลง (Treaty Bodies)
นอกเหนือจากกระบวนการ UPR รัฐบาลไทยยังคงส่งรายงานต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามอนุสัญญาฉบับต่างๆ ล่าช้ามาก บางฉบับล่าช้าร่วม 10 ปี อาทิ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน เป็นต้น การเร่งจัดทำรายงานและปฏิบัติตามพันธกรณีมีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟู และพัฒนาสิทธิมนุษยชน ภายในประเทศอีกด้วย
แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ฉบับปัจจุบัน) ได้รับการรับรองและอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ.2552 ครอบคลุมปี 2552 - 2556 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่า รัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีกลาย ก็ตาม ความล้มเหลวในการดำเนินการแผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนดังกล่าว จะบ่งชี้ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ไม่ใส่ใจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ทั้งในระดับชาติ และ ระดับสากล รัฐบาลจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยการบูรณาการแผนสิทธิมนุษยชนเข้าเป็นส่วนสำคัญของแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยราชการ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความ “จริงใจ” ในคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อสาธารณะ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณานำ ร่างพระราชบัญญัติความเสมอภาคระหว่างเพศ ฉบับประชาชน เข้าสู่สภา เพื่อคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ อันจะสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน
กล่าวโดยสรุป การที่รัฐบาลไทยจะฟื้นฟู ภาพพจน์ และบทบาทนำในการพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคได้ นั้น จะต้องแสดงบทบาทที่กระตือรือล้น เอาจริงเอาจัง ในการสานต่อและทุ่มเทให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่มีต่อประชาคมระหว่างประเทศ ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน เมื่อปี 2553 หาไม่แล้วภาพพจน์ของรัฐบาลและประเทศไทยก็จะเสียหายอย่างใหญ่หลวง ที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจจะตกต่ำลงไปอยู่ในภาวะ “รัฐที่ล้มเหลว” ดังอีกหลายๆ ประเทศ
สภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม หวังเป็นอย่างยิ่งในท่าทีที่สร้างสรรค์ของรัฐบาลปัจจุบัน ในการที่จะ ดำเนินภารกิจส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ถือสิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญ และนำ “คำมั่นสัญญา” มาสู่ “การปฏิบัติการ” ที่เป็นจริง และอย่างมีมรรคผล ประชาชนได้รับประโยชน์โดยทั่วกัน
องค์กรร่วมลงนาม
มูลนิธิพิทักษ์สิทธิสตรี Alliance Anti Traffick (AAT)
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน Campaign Committee for Human Rights (CCHR)
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย Campaign for Popular Democracy (CPD)มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก Center for the Protection of Children's Rights Foundation (CPCR)
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation (CrCF)
มูลนิธิเพื่อนหญิง Foundation for Women (FFW)
มูลนิธิผู้หญิง Friends of Women Foundation (FWF)
กลุ่มเพื่อนประชาชน Friends of Peoples (FOP)
มูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา Human Rights and Development Foundation (HRDF)
เครือข่ายนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน Human Rights Lawyers Association (HRLA)
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน Labour Protection Network (LPN)
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน NGO Coordination Committee on Development (NGO-COD)
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม Peace and Human Rights Resource Center (PHRC)
สมาคมเพื่อการคุ้มครองผู้ลี้ภัย Thai Committee for Refugees Foundation (TCR)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน Union for Civil Liberty (UCL)
และภาคีสภาเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม
And the partners of Civil Society and Human Rights Coalition of Thailand (CHRC)
รายละเอียดติดต่อ
นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการ คณะกรรมการณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
โทร. : +66 81 866 2136 Email: campaign4hr@gmail.com

