หน้าแรก / News / Forwarded News / ประเทศไทย: 21 กุมพาพันธ์ นัดสืบพยานคดีปีนสภา ปากแรก มีชัย ฤชุพันธุ์

ประเทศไทย: 21 กุมพาพันธ์ นัดสืบพยานคดีปีนสภา ปากแรก มีชัย ฤชุพันธุ์

February 20, 2012
Share |

English

เรียน ทุกท่าน

เราปรารถนาที่จะส่งต่อใบแจ้งข่าว โดย ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย iLAW (Freedom of Expression Documentation Center, iLaw) เพื่อเรียกร้องให้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ การพิจารณา "คดีปีนสภา"

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)
ฮ่องกง

-------------
เพื่อการเผยแพร่ทันที
AHRC-FPR-007-2012-TH
20 กุมภาพันธ์ 2555

ใบแจ้งข่าวจาก ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย iLAW ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)

สำหรับเผยแพร่ทันที

ใบแจ้งข่าว (เผยแพร่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2555)

21 ก.พ. นัดสืบพยานคดีปีนสภา ปากแรก มีชัย ฤชุพันธุ์

เรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าร่วมการสังเกตการณ์การพิจารณาคดีปีนสภาสนช. คดีนี้เกิดจากเหตุการณ์ในปี 2550 ที่ผู้ชุมนุมนับพันคัดค้านการเร่งผ่านกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นสภาที่ถูกแต่งตั้งขึ้นหลังจากการรัฐประหารในปี 2549 โดยผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา ส่งผลให้สำนักงานเลชาธิการวุฒิสภาแจ้งความฟ้องร้องนายจอน อึ๊งภากรณ์ และพวก ซึ่งประกอบด้วยนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ รวม 10 คน

โดยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 9.00 เป็นต้นไป ณ ศาลอาญารัชดาภิเษก ห้อง 801 มีการสืบพยานโจทก์วันแรก โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสนช. จะให้การในฐานะพยานโจทก์ปากที่หนึ่ง และยังมีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนางเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาให้การในฐานะพยานโจทก์ด้วย

คดีดังกล่าว ศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 เป็นคดีดำที่ อ.4383/2553 ฟ้องร้องว่า ผู้ชุมนุมละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (กระทำการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล สร้างความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน) มาตรา 215 (มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง) มาตรา 362 (เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น) มาตรา 364 (เข้าไปในเคหะสถานโดยไม่มีเหตุอันควรและไล่ไม่ยอมออก) มาตรา 365 (ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะประทุษร้ายในการกระทำตามมาตรา 362, 364)

นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ เป็นจำเลยที่หนึ่งในคดีนี้ และผู้ถูกกล่าวหาอีก 9 คนได้แก่ นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพิชิต ไชยมงคล นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายอำนาจ พละมี นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย และประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนั้นมาจากหลากหลายกลุ่มรวมราวพันคน เพราะเห็นว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่สมควรและไม่มีความชอบธรรมเร่งผลักดันกฎหมายใดๆ อีกทั้งช่วงการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ราวสองสัปดาห์ และได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้ง ซึ่งสนช. ไม่ควรและไม่มีความชอบธรรมในพิจารณากฎหมายอีกแล้ว และเนื้อหากฎหมายเหล่านั้นก็ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้ชุมนุมเข้าไปชุมนุมบริเวณด้านหน้าห้องประชุมรัฐสภาเพื่อขอให้ สนช.ยุติการพิจารณากฎหมายเหล่านั้นและเคารพเสียงของประชาชนเนื่องจากได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งแล้วจึงควรให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณากฎหมายตามหลักการประชาธิปไตยต่อไป

ทั้งนี้ ตัวอย่าง กฎหมายที่ผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้แก่
- ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรมีสาระสำคัญเป็นการขยายอำนาจให้กองทัพควบคุมสังคม โดยปราศจากการตรวจสอบจากสถาบันตุลาการ
- ร่างกฎหมายป่าชุมชน มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าชุมชน
- ร่างกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ มีสาระสำคัญให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จใน 3 รูปแบบ คือรูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำ การผันน้ำการทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำในยามน้ำท่วม รูปแบบการบริหารจัดการหรือการใช้น้ำและรูปแบบการกำหนดการใช้ที่ดิน รวมทั้งไม่รับรองสิทธิของชุมชนที่จัดการน้ำที่มีอยู่เดิม
- ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีสาระสำคัญเป็นการให้หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม และการให้รัฐมีอำนาจควบคุม หรือห้ามเสนอข่าวสารโดยการสั่งการด้วยวาจา หรือหนังสือระงับรายการที่เสนอผ่านสื่อสาธารณะ
- ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจมีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจรัฐนำรัฐวิสาหกิจเปลี่ยนสภาพให้เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด และการกระจายหุ้นแก่เอกชน อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ และทำให้ประชาชนเสียสิทธิที่จะเข้าถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
- ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีสาระสำคัญเป็นการแปรรูปมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเข้าสู่การบริหารโดยอาศัยกลไกตลาด

สำหรับกำหนดการพิจารณาคดี
- ฝ่ายโจทก์นัดสืบพยานทั้งสิ้น 24 ปาก ตั้งแต่วันที่ 21-24, 28-29 กุมภาพันธ์ และ 1-2, 13-16 มีนาคม 2555
- ฝ่ายจำเลยนัดสืบพยานทั้งสิ้น 24 ปาก ตั้งแต่วันที่ 20-23, 27-30 มีนาคม และ 3,5 และ 10 เมษายน 2555

ณ ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

Document Type :
Forwarded Press Release
Document ID :
AHRC-FPR-007-2012-TH
Countries :
Document Actions
Share |