Home / News / Forwarded News / ประเทศไทย: การเคารพหลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษ

ประเทศไทย: การเคารพหลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษ

September 16, 2011
Share |

English

เรียนทุกท่าน

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ปรารถนาส่งต่อจดหมายเปิดผนึกของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Union for Civil Liberty: UCL) ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ให้ท่าน

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ฮ่องกง
-------
AHRC-FOL-012-2011-TH
16 กันยายน 2554

จดหมายเปิดผนึกโดยสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Union for Civil Liberty: UCL) ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Union for Civil Liberty: UCL)

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย

9 กันยายน 2554

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย
ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กทม.10300 ประเทศไทย
โทรสาร +66 (0) 2288-4016

เรื่อง การเคารพหลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษ

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) และ
องค์กรสมาชิกในประเทศไทย คือ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเร่งรัดให้รัฐบาลของท่านให้ความสำาคัญสูงสุด และดำเนินการอย่างมีประสิทธิผล ต่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ จะเป็นครั้งแรกที่จะมีการตรวจสอบรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กลไกการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (รายงาน UPR) ฉบับนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งที่รัฐบาลแสดงให้ประชาคมโลกและประชาชนไทยเข้าใจการเคารพหลักนิติธรรมได้อย่างชัดเจน ความรับผิดชอบแท้จริงที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ รวมถึงขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมที่จะ
ให้บรรลุเป้าหมายของพันธกิจนี้

ในฐานะประเทศภาคีสมาชิกของกติกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 7 ฉบับ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ไม่เพียงแต่ต้องเคารพและดำาเนินการให้บรรลุเป้าหมายด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังต้องใช้มาตรการที่จำาเป็นทุกอย่างที่จะประกันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อในช่วงหกปีที่ผ่านมานั้นมีความซับซ้อน องค์กรของเราเชื่อว่า การไม่เคารพสิทธิมนุษยชน และการที่ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้นั้น เป็นสาเหตุและปัจจัยหลักที่ทำให้ความรู้สึกไร้ซึ่งความยุติธรรมมีอยู่ทั่วไป และขยายไปทั่วประเทศ

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพสื่อมวลชน

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่ง เสรีภาพนี้ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 (หมวด 7 มาตรา 45) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อปี พ.ศ.2539 โดยในรายงาน UPR ที่จัดทำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เรียกร้องให้รัฐบาล“ยึดถืออย่างเคร่งครัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการประกันเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน”

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นได้รับการยอมรับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเพียงในกรณีที่มีการกำาหนดไว้ในกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ของบุคคลอื่นหรือเพื่อความมั่นคงของชาติและความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น โดยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม การจำากัดเสรีภาพเช่นนี้จำาเป็นต้องมีข้อยกเว้น และต้องมีคำานิยามที่จำกัดให้แคบและชัดเจน พร้อมการคุ้มครองที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งมีมาตรการเยียวยาเพื่อตรวจสอบการละเมิดต่างๆ

ในประเทศไทย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำาผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นการละเมิดและไม่โปร่งใส ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยังสามารถ
กล่าวได้ว่า การใช้กฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความมั่นคงอีกหลายฉบับนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกันนี้ กฎหมายเหล่านี้ถูกเขียนอย่างเคลือบคลุมและกว้างมากเกินไป ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางและไม่ถูกตรวจสอบ ในการที่จะเซ็นเซอร์สื่อโดยพลการ ; ดำเนินคดีอาญาต่อการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการดำาเนินการทางกฎหมายที่เหมาะสมและการตรวจสอบโดยอิสระอื่น ๆ กฎหมายเหล่านี้ยังถูกนำามาใช้มากขึ้นเพื่อที่จะจำกัดการแสดงความเห็นโดยสงบและชอบธรรมของผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง ในปี พ.ศ.2553 เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ นั้น ได้มีการปิดกั้นเว็บเพจจำานวนหลายหมื่นแห่ง การปิดสถานีวิทยุชุมชนของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง การเซ็นเซอร์การนำาเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนหลายแห่ง หรือบางแห่งถูกสั่งให้หยุดดำาเนินการทุกอย่าง

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำาเนินการให้มีการทบทวนอย่างรอบคอบและเคร่งครัด เกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายและการบริหารราชการที่กระทบต่อเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และให้ดำาเนินการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรการต่าง ๆ ที่ขัดกับ หรือละเมิด กฎหมายและมาตรฐานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดเผยรายละเอียดและจำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ต่อสาธารณชน ยุติการพิจารณาคดีลับ และยุติการเซ็นเซอร์และข่มขู่ทุกรูปแบบที่กระทำาต่อสื่อมวลชน ผู้ใช้อินเตอร์เนท และผู้ให้บริการอินเตอร์เนท

การปิดปากประชาชนที่ใช้สิทธิอันชอบธรรมไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำนาจนิยม แต่ยังเป็นวิธีการสร้างความขัดแย้งและความตึงเครียดในสังคม ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลไทยจะดำาเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมในอันที่จะยุติและแก้ไขการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การลงโทษประหารชีวิต

ปัจจุบัน จำานวนสองในสามของประเทศในโลกได้ทำาการยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2553 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ได้ลงมติเป็นครั้งที่สาม เรียกร้องให้ทั่วโลกชะลอการลงโทษประหารชีวิต โดยมตินี้ได้รับการรับรองจากภาคีสมาชิก 109 ประเทศ เราบันทึกไว้ว่าประเทศไทยซึ่งเคยลงนามคัดค้านมติสองครั้งก่อนหน้านี้ ได้งดออกเสียงในการลงมติ ปี พ.ศ. 2553 และไม่ลงนามในแถลงการณ์ที่ไม่รับรองมติดังกล่าว

ในข้อ 3.1 ของแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2552-2556) เสนอให้ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม เรามีความห่วงใยอย่างยิ่งที่รายงาน UPR ของรัฐบาลไม่กล่าวถึงข้อเสนอนี้และไม่ให้คำามั่นใดที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิต การประหารชีวิตเป็นความโหดร้ายโดยแท้และเป็นการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรมซึ่งไม่อาจย้อนคืนได้พยานหลักฐานสำาคัญได้แสดงให้เห็นแล้วว่าโทษประหารชีวิตไม่มีผลในการยับยั้งอาชญากรรมต่าง ๆ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริงในการให้ข้อมูลและเปลี่ยนแปลงมากกว่าการแอบอยู่ข้างหลังมติมหาชนต่อโทษประหารชีวิต

นอกจากนี้ เรายังมีความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและทารุณโหดร้าย ที่มีการล่ามโซ่นักโทษชายที่รอการประหารชีวิต การปฏิบัตินี้ยังคงดำเนินอยู่ทั้งๆ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ยุติการกระทำนี้ในปี พ.ศ. 2548 และศาลปกครองแห่งประเทศไทยได้มีคำวินิจฉัยในปี พ.ศ.2550 ว่า การปฏิบัติเช่นนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภารับรองโดยทันทีทันใด ต่อมติการชะลอการลงโทษประหารชีวิต ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ให้ยุติการล่ามโซ่ผู้ต้องโทษประหารชีวิตชาย และร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการที่จะกระตุ้นให้สาธารณชนเห็นถึงความจำาเป็นของการยกเลิกโทษประหารชีวิต เราขอย้ำถึงคำเตือนก่อนหน้านี้ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่มีถึงรัฐบาลไทยว่าการประหารชีวิตอาจกระทำได้กับ“อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด” เท่านั้น และความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดไม่นับเป็น “อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด” ตามความหมายในข้อ 6.2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เป็นเรื่องที่ต้องเน้นย้ำด้วยว่า การผ่อนปรนในข้อนี้ไม่อาจนำมาอ้าง “ที่จะถ่วงเวลาหรือขัดขวางการยกเลิกโทษประหารชีวิต” (ข้อ 6.6 ICCPR)

กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคง

การกำหนดให้มีการใช้กฎหมายพิเศษต่าง ๆ เกี่ยวกับความมั่นคง รวมถึงกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในจังหวัดชายแดนใต้ และในจังหวัดอื่น ๆ ระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ นำาไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง รวมทั้งการจำากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การคุมขังโดยไร้หลักเกณฑ์ การจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และการยืดเวลาการควบคุมตัวโดยไม่มีการการแจ้งข้อหา การปฏิบัติเหล่านี้ยังส่งผลให้มีการละเมิดอื่น ๆ ที่รุนแรง เช่น การบังคับให้บุคคลสูญหาย การทรมาน และการวิสามัญฆาตกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความมั่นคงให้อำานาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบจากองค์กรอิสระ รวมทั้งฝ่ายตุลาการและองค์กรอื่น ๆ ข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้น คุ้มกันรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ จากการถูกลงโทษในอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้น ความคุ้มกันเช่นนี้เป็นผลลบต่อกระบวนการสมานฉันท์ในชาติและก่อให้เกิดความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ความสำาคัญเป็นลำาดับแรกกับการฟื้นฟูสิทธิมนุษยชนโดยเร่งด่วน ตลอดจนกระบวนการทางกฎหมายและสิทธิต่าง ๆ ในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม รวมถึงกฎหมายทั้งปวงที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความมั่นคงแห่งรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนและการปฏิบัติที่เป็นผลจากกฎหมายเหล่านี้ ขอให้ดำาเนินการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงเพื่อทำาให้กฎหมายเหล่านี้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากลซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี

อำานาจพิเศษใด ๆ ควรต้องนิยามอย่างแคบ ๆ และระมัดระวัง และให้มีการทบทวนกฎหมายเหล่านี้อย่างสม่ำาเสมอและเคร่งครัดโดยรัฐสภาและได้รับการตรวจสอบโดยองค์การอิสระอื่น ๆ นอกจากนี้ การนำามาใช้ต้องสอดคล้องอย่างเคร่งครัดกับการพิจารณาคดี ความจำาเป็น และความเหมาะสม ความผิดที่กระทำาโดยเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างที่มีการใช้กฎหมายเหล่านี้ต้องถูกสอบสวนและลงโทษ

การไม่ต้องถูกลงโทษ และการไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม

การไม่ต้องถูกลงโทษของเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ในกองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งรัฐนั้น ยังคงได้รับการคุ้มครองอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ทั้งในกฎหมายและในทางปฏิบัติ แม้รายงาน UPR ของรัฐบาลยอมรับว่า “ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงความยุติธรรม” เป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันในความผิดต่าง ๆ เช่น การบังคับให้บุคคลสูญหาย และการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ แทบจะไม่เคยถูกดำเนินคดี ในจำนวนคดีที่มีการลงโทษซึ่งมีไม่มากนัก พวกเขาถูกลงโทษในความผิดลหุโทษ ที่ไม่ได้สะท้อนถึงความร้ายแรงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่ก็ถูกสั่งปล่อยตัวทั้งหมด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ คดีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายสิทธิมนุษยชน ที่ถูกทำให้สูญหายไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นคดีที่มีความ
ผิดร้ายแรงนั้น สิ้นสุดลงโดยจำเลยทุกคนถูกปล่อยตัวไป ภาระความรับผิดต่อการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสังหารผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ 32 ศพ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 ในมัสยิดกรือเซะ หรือความตายของผู้ชุมนุมประท้วงจำนวน 84 ศพ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 ในคดีตากใบ ยังคงไม่ได้รับการตัดสินเนื่องจากไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐถูกลงโทษ ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงความรับผิดทางอาญา

ความตาย 92 ศพ และผู้บาดเจ็บ 1,885 คน ในระหว่างการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสื้อแดง ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.2553 ยังคงไม่มีการชดใช้ หรือลงโทษที่เหมาะสม และเป็นธรรม เรายินดีที่ได้ยินคำมั่นสัญญาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า จะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการที่จะสอบสวนและหาความจริงในเหตุการณ์รุนแรงของการชุมนุมประท้วงเหล่านี้ แต่เราผิดหวังอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงที่มีส่วนในปฏิบัติการทางทหารเพื่อสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงนี้ ไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการค้นหาความจริงฯ

ความสมานฉันท์แห่งชาติต้องการความมั่นใจของประชาชน ที่มีต่อหลักนิติธรรมและสถาบันประชาธิปไตยรวมถึงฝ่ายตุลาการ ความล้มเหลวในการให้ความยุติธรรม และการเยียวยา เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของกระบวนการสมานฉันท์ ด้วยเหตุนี้ การไม่ต้องถูกลงโทษเช่นนี้ต้องถูกยกเลิก ความยุติธรรมไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นพันธกรณีและเป็นกฎเกณฑ์บังคับ

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยาเหยื่อและครอบครัวโดยเร็วและอย่างเหมาะสม รวมทั้งดำเนินการทางกฎหมายและอื่น ๆ ตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การเพิ่มงบประมาณสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายทหารต้องให้ความร่วมมือกับการทำงานของ คอป. และองค์การอิสระอื่นๆที่ตรวจสอบหาความจริงเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญยิ่ง รัฐบาลไทยควรเร่งรัดการให้สัตยาบันกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมิให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และ
ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายไทย ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความจำเป็น ที่จะต้องสร้างกลไกฝ่ายพลเรือนที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพในการกำกับดูแลกองทัพ เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มีการพิจารณาทบทวนคดีกรือเซะและตากใบเพื่อที่จะดำเนินการลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น

ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อหลบภัย และผู้ย้ายถิ่น

รายงาน UPR ของรัฐบาลไทยไม่ให้ความสนใจอย่างชัดเจนกับกรณีที่มีการอ้างอิงใด ๆ ถึงการละเมิดหลักการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ของการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย (the non-derogable principle of non-refoulement) การละเมิดเหล่านี้รวมถึงการบังคับให้ชาวม้งลาวจำานวนมากกว่า 4,600 คนกลับสู่ถิ่นฐานในประเทศลาวเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยในจำานวนนี้ มี 158 คนมีสถานะเป็น “บุคคลในความห่วงใย” ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR); การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวพม่าหลายพันคนที่หลบหนีการปราบปรามทางทหารมาพักอาศัยในเขตพื้นที่แนวชายแดน; และกรณีที่กองทัพเรือของไทยบังคับผลักดันชาวโรฮิงยาจากพม่าและบังคลาเทศ ให้กลับออกไปในเขตน่านน้ำาสากลโดยส่งลงเรือที่มีสภาพทรุดโทรม พร้อมจัดน้ำดื่มและอาหารให้เพียงเล็กน้อยเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิต
รัฐบาลชุดก่อนสัญญาว่า จะสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ยังไม่มีการดำาเนินการใด ๆ

แรงงานย้ายถิ่นที่ไม่ได้จดทะเบียนจำานวนนับล้านคนจากประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกละเมิดทางเพศ ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และถูกรีดไถ รายงาน UPR ของรัฐบาลได้ให้คำามั่นที่จะปฏิรูปกระบวนการ “พิสูจน์สัญชาติ” ให้มี “ความซับซ้อนและใช้เวลาน้อยลง และมีประสิทธิผลมากขึ้น” โดยรัฐบาลได้ยอมรับว่า กระบวนการจดทะเบียนแรงงานที่มีอยู่นั้นมีข้อบกพร่องอย่างรุนแรง1

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้นำาหลักการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง มาจัดทำาเป็นนโยบายแห่งชาติ รัฐบาลไทยต้องเคารพบรรทัดฐานระหว่างประเทศและทำให้แน่ใจว่า UNHCR มีอิสระที่จะคัดเลือกและกำหนดสถานภาพ ของผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย ก่อนที่จะมีการตัดสินใจและดำเนินการส่งกลับถิ่นฐานเดิม รัฐบาลควรต้องให้ความสำาคัญเป็นลำดับแรกในการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ย้ายถิ่น โดยออกกฎหมายที่เหมาะสมและปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสาร พ.ศ.2510 ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพผู้ลี้ภัย และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานย้ายถิ่นและ
ครอบครัว (พ.ศ.2533) ต้องมีกระบวนการสอบสวนที่น่าเชื่อถือ และการลงโทษผู้กระทำผิดที่ทำการละเมิดสิทธิแรงงานย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัย

การให้ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนต่างๆ

เรามีความห่วงใยอย่างยิ่ง ต่อความล่าช้าในการจัดส่งรายงาน ที่ผูกพันตามกติการะหว่างประเทศฉบับต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้เคารพต่อพันธกรณี โดยการจัดส่งรายงานที่เลยกำาหนดมาแล้วโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และขอให้การส่งรายงานในอนาคตเป็นไปตามกำหนดเวลาด้วย2 ในการจัดทำรายงานเหล่านี้ รัฐบาลไทยควรต้องจัดการประชุมหารือกับองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม ให้กว้างขวางและครอบคลุมทั่วประเทศ และนำข้อมูลที่ได้มาบรรจุในรายงานของรัฐบาลด้วย

เมื่อประเทศไทยส่งผู้แทนเข้าชิงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลไกต่าง ๆ ในองคาพยพของสหประชาชาติ แต่ในขณะนี้ ยังมีคำาถาม 11 ข้อ ที่ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติรอคำตอบอยู่ ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นี้ โดยตอบคำถามเหล่านี้และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอนุญาตให้ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รายงานพิเศษฯ ต่อไปนี้
• ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของแรงงานย้ายถิ่น
• ผู้รายงานพิเศษด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการชุมนุมโดยสงบ
• ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก
• ผู้รายงานพิเศษด้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม
• คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ
• คณะทำงานว่าด้วยการบังคับให้บุคคลสูญหาย

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีการเคารพและยึดถือสิทธิมนุษยชนเป็นแกนหลัก ในการวางนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวไม่อาจปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ คำมั่นสัญญาเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความแน่ใจในกระบวนการสมานฉันท์ แม้ว่า รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศที่รัฐบาลจัดทำนั้น ระบุรายละเอียดของกฎหมาย ข้อบังคับ แผนงาน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้สะท้อน หรือประกันการปกป้องสิทธิมนุษยชน หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่ถูกตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจถึงผลกระทบที่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้เกิดความแน่ใจและสร้างความเข้มแข็งในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม โดยการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษ ทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ และทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างเสมอภาคโดยทันทีทันใด

ในวันที่ 5 ตุลาคมที่จะถึงนี้ การนำเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ของรัฐบาลจะเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของประเทศไทย ในการอธิบายให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงคำมั่นสัญญา เพื่อที่จะบรรลุเป้าประสงค์เหล่านี้

ขอกราบขอบคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่กรุณาให้ความสนใจรับฟังข้อเสนอแนะของเรา หากท่านต้องการรายละเอียดใดเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เพิ่มเติม เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดเตรียมและให้คำปรึกษาหารือ

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

Ms. Souhayr Belhassen
ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH)

นายแดนทอง บรีน
ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

1 FIDH, “Migrants in Thailand Facing Detention and Imminent Deportation,” 10 March 2010. Available at: http://www.fidh.org/Migrants-in-Thailand-Facing-Detention-and

2 ประเทศไทยส่งรายงานสิทธิมนุษยชนฉบับแรกต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) สหประชาชาติ ล่าช้าถึงหกปี และรายงานฉบับที่ 2 เลยกำหนดเวลามาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2552; รายงานที่ต้องส่งให้คณะกรรมการว่าด้วยขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ฉบับที่ 6 และ 7 เลยกำหนดเวลามาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2553; และในขณะที่เราเขียนรายงานนี้ ประเทศไทยยังไม่ได้จัดส่งรายงานฉบับแรก และฉบับที่ 2 ต่อคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม แห่งสหประชาชาติ

สำเนาถึง :

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
รัฐมนตรีว่าการการะทรวงยุติธรรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร

พลเอกธีรเดช มีเพียร
ประธานวุฒิสภา

ศาสตราจารย์ อมรา พงศาพิชญ์
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวติดต่อที่: อาร์เธอร์ มาเน็ต(Arthur Manet)
+33 6 72 28 42 94/ +33 1 43 55 90 19
ทวิตเตอร์ (Twitter): @fidh_ngo

FIDH is a federation of 164 non-governmental human rights organizations operating in more than 100 countries. FIDH has a consultative status before the United Nations, UNESCO, and the Council of Europe, and observer status before the African Commission on Human and Peoples' Rights.
http://www.fidh.org - http://www.blogfidh.org
Press contact: +33.1.43.55.90.19 / 14.12
Twitter: @fidh_ngo

Document Type :
Forwarded Open Letter
Document ID :
AHRC-FOL-012-2011-TH
Countries :
Issues :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
Follow AHRC