หน้าแรก / News / AHRC News / ประเทศไทย: กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร -- รัฐบาลดีแต่บอกปัด

ประเทศไทย: กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร -- รัฐบาลดีแต่บอกปัด

March 24, 2009
Share |

English

เพื่อการเผยแพร่โดยทันที
AHRC-STM-068-2009-TH
24 มีนาคม 2552

แถลงการณ์โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

ประเทศไทย: กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร – รัฐบาลดีแต่บอกปัด


เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งนับเป็นเวลาครบรอบห้าปีของสัปดาห์ที่ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน หายตัวไปด้วยมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประเทศไทย ประจำสำนักงานสหประชาชาติ ยืนยันว่ารัฐบาลของตนกำลังทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อสรุปคดีนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ตอบศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre-ALRC) ว่า รัฐบาล “ได้ให้ความสำคัญยิ่งยวด” ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการหายตัวไปนี้

หากนี่เป็นความจริง ก็เป็นการตัดสินระบบยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบของประเทศไทย เนื่องจาก หลังจากผ่านไปห้าปีพร้อมกับโอกาสและเบาะแสที่ถูกละเลยไปเปล่าๆ จำนวนมากมาย อีกทั้งยังเป็นกรณีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รับรู้ของสาธารณะทั้งในและต่างประเทศ ก็ยังไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้  มีรายงานว่า พ.ต.ต. เงิน ทองสุข ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกตัดสินว่าก่ออาชญากรรมเล็กน้อยที่เกี่ยวโยงกับการหายตัวไป และได้รับการปล่อยตัวไปเมื่อมีการอุทธรณ์ ต่อมา ได้สร้างหลักฐานว่าตนเสียชีวิตแล้วเพื่อหลบหนีการรับโทษ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นๆช่วยเหลือเท่านั้น

แต่ดูเหมือนว่า คำแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประเทศไทยจะไม่เป็นความจริง ดูเหมือนว่า ไม่มีการให้ความสำคัญกับคดีนี้ และจะไม่มีความก้าวหน้าใดๆให้เห็น เช่นเดียวกับคำแถลงอื่นๆ ทำนองนี้ที่ผู้แทนของประเทศไทยได้ให้ไว้กับเวทีระหว่างประเทศอื่นๆเพื่อรักษาหน้าของตัวเอง  เอกอัครราชทูตฯ ได้ยืนยันว่า “เราคาดว่าจะมีความก้าวหน้าในคดีเร็วๆนี้ และการที่ไม่มีการแถลงใดๆเกี่ยวกับคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทำงานใดๆอยู่”  แต่การที่ไม่มีทั้งการแจ้งความคืบหน้า และมีหลักฐานแสดงถึงความพยายามทำงาน ก็ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคดีนี้เชื่อว่าจะไม่มีข่าวคราวใดๆในเร็วๆนี้  ที่จริงแล้ว หากมีความพยายามใดๆที่ทางครอบครัว ทนายความที่เกี่ยวข้อง หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่รับรู้ว่ามีอยู่ รัฐบาลก็ควรจะทำให้เป็นที่รับรู้เสีย ไม่เช่นนั้นแล้วทุกคนก็จะเชื่อว่า คำแถลงเช่นนี้เป็นเพียงการบิดเบือนประเด็นไปเท่านั้นเอง

ในกรณีนี้ ภรรยาของเหยื่อไม่อยากที่จะรอด้วยความหวังลมๆแล้งๆ ให้ความยุติธรรมปรากฏขึ้นในระบบอีกต่อไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย หากพิจารณาถึงความล่าช้าในการดำเนินการ และโอกาสมากมายที่ผู้กระทำผิดและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวจะกลบเกลื่อนหลักฐานเสีย ในวันเดียวกันกับที่เอกอัครราชทูตฯได้ประกาศลมๆแล้งๆนี้ในกรุงเจนีวา นางอังคณา นีละไพจิตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งในกรุงเทพฯ เพื่อมีคำสั่งให้สามีของเธอเป็นบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการ  เธอได้ยื่นคำร้อง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า หากบุคคล ได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นเวลา 5 ปี ก็สามารถขอให้มีคำสั่งว่า เป็นบุคคลสาปสูญได้ และตามมาตรา 62 จากผลของคำสั่งดังกล่าว บุคคลนั้นก็จะถือว่าได้เสียชีวิตตามกฎหมายนับแต่วันที่มีคำสั่ง

ห้าปีผ่านไปหลังจากวันที่ 12 มีนาคม 2547 ยังไม่มีใครได้ข้อมูลใดๆบ้างเลยที่เกี่ยวกับชะตากรรม ของทนายสมชาย นีละไพจิตร  ในขณะที่อีกไม่นานก็จะมีการประกาศว่า เขาเป็นผู้เสียชีวิตตามกฎหมาย คดีความของเขาได้ตายไปเมื่อหลายปีแล้ว โดยอยู่ในมือของรัฐบาลมาหลายสมัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ได้ทำงานตามวิถีทางของตัวเองเพื่อบิดเบือนความยุติธรรม และคว่ำระบบการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป้าหมายที่ไม่ใช่การจับตัวอาชญากร  คำสัญญาใดในกรุงเจนีวาหรือที่อื่นใดไม่สามารถนำชีวิตของทั้งคดีนี้และของทนายสมชายหวลคืนมาได้

โชคไม่ดีที่บทเรียนจากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็คือ รัฐบาลไทยนั้นมีดีแต่ปฏิเสธ รวมถึงการยืนยันว่า ตนกำลังทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ และสนใจในสิ่งที่ตนไม่ได้สนใจ  ในขณะที่คดีของทนายสมชายนั้นอย่างน้อยก็มีแรงกดดันเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลออกมาปฏิเสธอะไรบ้าง ก็ยังมีคดีอื่นๆทำนองเดียวกันนี้ในประเทศไทยอีกปีละหลายพันคดี ที่ไม่ค่อยได้มีการพูดถึง และรัฐบาลก็ไม่ได้ถูกกดดันให้ออกมาปฏิเสธ  คำปฏิเสธเดียวที่ครอบครัวของเหยื่อเหล่านี้รู้จัก ก็คือ การปฏิเสธสิทธิของพวกเขาอยู่เป็นกิจวัตร อันเป็นการปฏิเสธที่รัฐบาลไทยเชี่ยวชาญที่สุด

Document Type :
Statement
Document ID :
AHRC-STM-068-2009-TH
Countries :
Campaigns :
Document Actions
Share |
Subscribe to our Mailing List
News Filter
Follow AHRC