ประเทศไทย : ไม่ใช่ตำรวจเลว แต่เป็นระบบที่เลว
สำหรับการเผยแพร่ทันที
แถลงการณ์ที่ : AHRC-STM-031-2008-TH
31 มกราคม 2551
แถลงการณ์โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย(เอเอชอาร์ซี) (Asian Human Rights Commission : AHRC)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีคดีอาญาสองกรณีในประเทศไทยซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นหัวข้อข่าวที่พาดหัวของสื่อมวลชนที่นั่น
กรณีแรก ได้มีการพบศพชายสามคนถูกยิงตายในจังหวัดอยุธยา ซึ่งอยู่ขึ้นไปทางเหนือของกรุงเทพ เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาถูกจับตัวได้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชายทั้งสามคน คือ อัครพล หรือ “แบงค์” สำเภา อายุ 22 ปี มงคล ยาตาล อายุ 20 ปี และ นคร แคว่นเขตกัน อายุ 18 ปี ทั้งหมดเป็นที่ต้องการตัวเนื่องจากกรณียิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 คน เสียชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวได้เข้าจับกุมอัครพลที่บ้านญาติเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ครอบครับของอัครพลได้ติดต่อเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เขาเข้ามอบตัว และตกลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไปเอาตัวพวกเขาทั้งสามคนที่บ้านหนองไลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันที่ 9 มกราคม แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ปรากฏว่า ชายทั้งสามคนได้หายไปจากร้านอาหารในจังหวัดเพชรบูรณ์ในวันนั้นทันที และมาถูกพบว่า นอนตายบนถนนที่อำเภออุทัย ในเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยทั้งหมดถูกยิงเข้าที่ด้านหลัง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น และกล่าวว่ามันเป็นกรณี “การฆ่าตัดตอน” ระหว่างพวกที่ทำผิดด้วยกันเอง แต่ครอบครัวของเขาเชื่อว่ามันเป็นการแก้แค้น
กรณีที่สอง ตำรวจตระเวนชายแดน 8 คน ถูกจับในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ได้ลักพาตัวและทรมานผู้คนเพื่อเรียกค่าไถ่และเพื่อคดีที่สร้างขึ้น ตำรวจเหล่านั้นนำเหยื่อของพวกเขาไปที่กรุงเทพ และขังไว้ใน อพาร์ทเม้นท์ โดยพวกเขาถูกจับหลังจากที่หญิงคนหนึ่งซึ่งพวกเขาได้จับตัวไปพร้อมลูกของเธอได้เข้าแจ้งความว่าเกิดอะไรกับเธอ มีเจ้าหน้าที่อีกอย่างน้อยห้าคนเป็นที่ต้องการตัวสำหรับคดีนี้ และถูกกล่าวหาว่าผู้เป็นหัวหน้าแก๊ง คือ ร.ต.อ.ณัฎฐ์ ชลนิธิวณิชย์ ซึ่งเขาปฏิเสธด้วยตัวเอง โดยกล่าวว่า เขาเพียงแต่ทำงานของเขา และผู้บังคับบัญชรู้ถึงการปฏิบัติงานของหน่วยของเขา
หลังจากได้ยินข่าวนี้ เหยื่อคนอื่นก็ตามมา
คู่สามีภริยาคู่หนึ่งซึ่งถูกจับและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในข้อหายาเสพติด ได้อ้างว่า พวกเขาถูกลักพาตัวไปและถูกสร้างคดีขึ้นมาโดยคนกลุ่มดังกล่าว พวกเขากล่าวว่า เมื่อมองไปรอบๆพวกเขาพบว่า มีคนอีกประมาณ 20 คน ที่ถูกขังอยู่ในบังกะโล ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี บางคนถูกทำร้ายและถูกทรมาน บางคนถูกคลุมหัวไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งได้ร้องเรียนว่า เธอถูกจับเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และถูกช๊อตด้วยไฟฟ้าในขณะที่เธอตั้งท้อง เพื่อให้เธอรับสารภาพในคดีข้อหายาเสพติด เธอยืนยันในความบริสุทธิ์ของเธอ และต่อมาได้รับการพิพากษายกฟ้อง เมื่อเดือนตุลาคม 2550 อย่างไรก็ตาม เธอถูกขังที่เรือนจำในขณะได้รับการพิจารณาคดี และเธอได้คลอดลูกของเธออยู่หลังลูกกรงในเรือนจำนั้น
ขณะที่กรณีดังกล่าวเป็นข่าวพาดหัวในประเทศไทย มันไม่ได้นำความประหลาดใจมาสู่ประชาชนที่นี่ ซึ่งรู้ถึงพฤติกรรมและลักษณะนิสัยเฉพาะของกองกำลังตำรวจเหล่านี้ดี นี่ไม่ใช่ตำรวจ ”อันธพาล” ตามที่หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพได้กล่าวไว้ ในทางตรงข้าม มันเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของระบบตำรวจที่ตั้งใจทำหน้าที่ผิดปกติ ซึ่งทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนในประเทศไทยต้องมีชีวิตที่ทุกข์ยากและทำให้สิทธิมนุษยชนถูกเหยียดหยามในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้วิจัยและทำงานเกี่ยวกับกระบวนยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยมาหลายปี โดยเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงช่วงเวลาและประเด็นที่มุ่งไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกครั้ง ซึ่งมีทั้งที่บ่งว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบและการถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง การขาดการควบคุมที่มีระเบียบวินัย การขาดแคลนระบบการคุ้มครองพยาน การขาดองค์กรอิสระและที่เชื่อถือได้ในการรับเรื่องร้องเรียน เพื่อตรวจสอบ และการขาดเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนเมื่อมีการกระทำผิด และการไร้ความสามารถและการทำงานอย่างไม่เต็มที่ของทั้งศาลและหน่วยงานรัฐอื่นๆซึ่งมีผลต่อการใช้อำนาจของตำรวจ
ไม่มีอะไรเป็นสิ่งใหม่ กำลังตำรวจในประเทศไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือเจตนาและวัตถุประสงค์ทั้งปวงที่เหมือนกับสิ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เมื่อปีพ.ศ.2493 เผ่าเป็นอดีตนายพลทหารซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ผู้มีอำนาจในรัฐบาลทหารที่เข้ามามีอำนาจหลังจากรัฐประหาร ปีพ.ศ.2490 โดยเขาเห็นว่า การควบคุมกำลังตำรวจนี้เท่ากับเป็นการกำหนดอำนาจและชะตากรรมด้วยตัวเขาเอง ภายใต้การควบคุมของเขา กำลังตำรวจถูกเพิ่มทั้งขนาดและความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจนกลายเป็นกองกำลังที่เทียบได้กับกองกำลังทหารที่มีอยู่ มันมีทั้งรูปแบบที่เป็นอาสาสมัครตลอดไปจนถึงหน่วยพิเศษที่ตั้งขึ้นใหม่ รวมทั้งตำรวจชายแดนด้วย มันถูกใช้เพื่อค้ายาเสพติด รวมทั้งการลักพาตัว และการฆ่าโดยไม่ต้องรับโทษ และยังใช้เป็นเหมือนฐานทางการเมืองสำหรับเผ่าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเขาอีกด้วย
ความพยายามที่จะปฏิรูปตำรวจให้ก้าวหน้าขึ้นซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา พบกับความล้มเหลวจากการยอมรับในระดับสากลทั้งหมด ซึ่งมีบางสิ่งที่ต้องจัดการ ตัวอย่างเช่น การดำรงอยู่ของพวกนักการเมืองและผู้ให้การสนับสนุนพวกเขาต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของตำรวจ พวกเขาจึงต้องระมัดระวังในการผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการที่จะต้องพบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกองกำลังดังกล่าว และภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตัวเขาเองก็มาจากนายพันตำรวจ กองตำรวจได้ถูกยกระดับอำนาจขึ้นใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่ต่อมาระบบทหารก็ได้ปลดพวกเขาออกจากอำนาจ โดยมีความพยายามของนายกชั่วคราวที่มาจากระบบทหารในการผลักดันให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างและออกกฎหมายใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบตำรวจ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ
การเปลี่ยนแปลงระบบไม่มีที่ใดที่ทำได้ง่าย แต่ทัศนคติที่ว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถทำได้นั้นถือเป็นทัศนคติที่ผิด ถึงแม้ว่าตำรวจในปี 2551 ยังคงเป็นเสมือนลูกหลานของพล.ต.อ.เผ่าอยู่มากมาย แต่ในสังคมซึ่งพวกเขากำลังปฏิบัติการอยู่นั้นไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่เมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาอีกแล้ว ประชาชนในประเทศไทยทุกวันนี้มีความตระหนักรู้มากขึ้น และมีความอดทนน้อยลงต่อพฤติกรรมที่เกินขอบเขตทุกประเภทที่กระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอ้างว่าเป็นการทำตามคนรุ่นก่อน พวกเขาถูกกำหนดให้หันมาพิจารณารับฟังเรื่องราวด้วยตนเองและยืนยันถึงสิทธิของพวกเขา ที่ตรงข้ามกับเจตนารมณ์ของทหารและผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองตามระบบราชการ ความรู้สึกต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหันซึ่งถูกจัดวางโดยระบบทักษิณเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าการคุกคามในลักษณะพิเศษใดๆต่อการควบคุมการปกครองที่ล้าสมัย เป็นสาเหตุหนึ่งของการรัฐประหารในปี 2549 และการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของระบบการเมือง และเสรีภาพที่ถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้อยู่ในการจับตาของกองทัพ
ความไม่ไว้วางใจอยู่ลึกๆในความคิดของประชาชนส่วนใหญ่ และการแสดงออกต่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากคำสั่งแห่งรัฐ เป็นสิ่งที่นำไปสู่สิ่งที่ต้องหยุดคิดในประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงแห่งโอกาสสำหรับการทำให้หลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมได้รับการพัฒนาขึ้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้รายงานการกระทำผิดของตำรวจในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ดูเหมือน แต่กลายเป็นสิ่งที่แน่นอน ซึ่งมันยังแน่นอนอีกว่าถ้ามีสิ่งสุดท้ายที่ทำให้ระบบตำรวจในประเทศไทยเปลี่ยนแปลง มันเพียงแต่ประกอบไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น่าดึงดูดใจต่อสังคมและวิถีทางการเมืองเท่านั้น
ในขณะที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้ากำลังจะมาถึงซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่อาจกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอกระตุ้นเตือนว่า กรณีที่เกิดขึ้นข้างต้น การที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดควรถูกควบคุมตัวโดยปราศจากการหยุดชะงักในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และควรมีการตั้งหน่วยงานพิเศษซึ่งเป็นอิสระเพื่อทำการไต่สวนสอบสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อนำไปสู่การเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นผู้ร่วมกระทำผิดในคดีนี้ด้วย เอเอชอาร์ซียังเรียกร้องอีกว่า เหยื่อและพยานต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546 และได้รับการชดเชยค่าเสียหายตามกฎหมายเยียวยาความเสียหายสำหรับเหยื่อในคดีอาญา พ.ศ.2544
เอเอชอาร์ซียังขอเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่ของประเทศไทย ให้ดำเนินการออกกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามการทรมาน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยให้มีบทบัญญัติที่ดีเทียบเท่ากับความเห็นพิเศษซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติซึ่งได้ทำขึ้นในปี 2548 อันเป็นไปตามกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (The International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ซึ่งตามความเห็นดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อรับรองว่ามีการชดเชยและเยียวยาความเสียหายโดยการกำหนดให้ผู้ถูกควบคุมตัวดำเนินการตามกฎหมายในกรณีเกี่ยวกับการควบคุมตัวของพวกเขาได้
ท้ายที่สุดนี้ ขอเรียกร้องถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทนายความ สื่อมวลชน ตลอดทั้งองค์กรต่าง เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนในประเทศไทยได้ตะหนัก และดำเนินการทำงานและติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่เพื่อให้มีการกล่าวหาเฉพาะตัวบุคคลเป็นพิเศษ แต่ยังเพื่อการพัฒนาที่ก้าวไกลไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรายละเอียดซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันยุติธรรมทางอาญาที่เป็นเกราะป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถนำเราไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงตำรวจเลวเพื่อนำไปสู่ระบบที่เลวซึ่งเป็นประเด็นที่แท้จริงอย่างง่ายดาย

