ประเทศไทย: การลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทยยังเกิดขึ้นต่อไป
สำหรับเผยแพร่ทันที
21 กุมภาพันธ์ 2555
ALRC-CWS-19-05-2012-TH
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
สมัยประชุมที่ 19 วาระที่ 3 การแลกเปลี่ยน (Interactive Dialogue) กับคณะทำงานด้านการบังคับบุคคลให้สูญหายและโดยไม่สมัครใจ (Working Group on enforced or involuntary disappearances)
แถลงการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสถานะที่ปรึกษา (general consultative status)
ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ต้องการรายงานให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้รับทราบถึงความสำคัญ ที่จะต้องพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุติการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย แม้ว่า การลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วย การคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 ของรัฐบาลไทยเป็นก้าวย่างในเชิงบวก แต่ก็ต้องมีการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ และต้องมีการผ่านกฎหมายในประเทศ และบังคับใช้เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป เนื่องจาก การทำให้บุคคลสูญหายเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง ที่หน่วยงานความมั่นคงของไทย มักใช้ต่อพลเมือง โดยไม่ต้องรับผิด โอกาสที่จะทำให้เกิดความรับผิดเนื่องจากการให้สัตยาบันและบังคับใช้อนุสัญญาฯ อย่างเต็มที่ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ข้อมูลการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับพลเมืองไทย และมีการเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐและคนทั่วไป เกิดขึ้นจากการกระทำของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐไทยในช่วงกว่า 40 ปี ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ การสังหารพลเรือนซึ่งเป็นผลงานของหน่วยงานความมั่นคง การบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอย่างชัดเจน และยังส่งผลกระทบยาวนานต่อครอบครัวและชุมชนของผู้เสียหาย แต่ในกรณีของการบังคับบุคคลให้สูญหาย ความทุกข์ใจจากการหายตัวของผู้เสียหาย ยังเกิดขึ้นพร้อมกับความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจ เนื่องจากไม่ทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย และการเสียชีวิต อันเป็นผลมาจากความผิดของการบังคับบุคคลให้สูญหาย สำหรับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และชุมชนของผู้เสียหาย พวกเขาได้รับทราบอย่างชัดเจนจากหน่วยงานความมั่นคงว่า ทางการสามารถนำตัวบุคคลใดก็ตามในครอบครัวในชุมชนของตนไป อาจมีการสังหารอย่างทารุณ จากนั้นมีการซุกซ่อนหลักฐานเป็นเหตุให้ครอบครัวไม่สามารถไว้ทุกข์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งไม่มีวัตถุพยานซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการกฎหมายกรณีที่มีการสังหารเกิดขึ้นได้
มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้เก็บข้อมูลการบังคับบุคคลให้สูญหาย 90 กรณี ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2534 - 2553 ในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่า ยังมีอีกหลายกรณีซึ่งไม่เป็นที่รับรู้ทั่วไป ในบรรดากรณีต่างๆ ที่เก็บข้อมูล มีอยู่เพียงกรณีเดียวที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี และการฟ้องร้องคดีดังกล่าวก็ไม่ได้นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด การสูญหายของ นายสมชาย นีละไพจิตร สะท้อนให้เห็นปัญหาท้าทายของการยุติการลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย และความจำเป็นที่จะต้องให้สัตยาบันและบังคับใช้อนุสัญญาฯ อย่างเต็มที่ รวมทั้งการออกกฎหมายในประเทศของตน
นายสมชาย นีละไพจิตร ได้ถูกบังคับให้สูญหายในช่วงค่ำ วันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่กรุงเทพฯ เขาถูกลากตัวจากรถฮอนด้าซีวิคสีขาว ใกล้กับสี่แยกถนนรามคำแหงที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีคนพลุกพล่าน โดยผู้กระทำเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบห้านาย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สูญหายตัวของเขา นายสมชายได้รับว่าความให้กับชายห้าคน ซึ่งได้กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทรมานพวกเขาระหว่างที่ถูกควบคุมตัวในภาคใต้ หลังจากมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ภาคใต้มานาน ชายทั้งห้าคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการปล้นปืน 300 กระบอกและการเผาโรงเรียนที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ชายทั้งห้าคนสารภาพต่อตำรวจในช่วงที่ถูกควบคุมตัวในเบื้องต้น หลังจากที่พวกเขาถูกแขวนบนเพดาน เจ้าหน้าที่ได้ปัสสาวะใส่ปากของพวกเขา และยังได้ใช้ไฟฟ้าจี้ที่อวัยวะเพศ ซึ่งในวันที่ 11 มีนาคม 2547 หนึ่งวันก่อนที่จะหายตัวไป นายสมชายได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการทรมานที่กระทำต่อลูกความของตน เขาให้ความเห็นว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและยังขัดกับประมวลกฎหมายอาญา
ผลจากการรณรงค์ของครอบครัวนีละไพจิตร และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เป็นเหตุให้กองบังคับการปราบปรามได้จับกุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้านาย เมื่อเดือนเมษายน 2547 ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับบุคคลให้สูญหาย แต่เนื่องจากกฎหมายไทยไม่มีข้อบัญญัติโดยตรงในกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย จึงไม่มีการตั้งข้อหาการทำให้บุคคลสูญหายต่อตำรวจ และเนื่องจากไม่สามารถค้นพบศพของนายสมชาย และเป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ด้านพยานหลักฐานของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้ไม่สามารถตั้งข้อหาฆาตกรรมต่อตำรวจได้ เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนข้อหาเป็นการปล้นทรัพย์และการใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
ในช่วงเกือบแปดปี หลังจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย กรณีนายสมชาย คดีมีความคืบหน้าไปน้อยมาก ในเดือนมกราคม 2549 เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งในห้านาย ได้แก่ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข ได้ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลาสามปี ส่วนตำรวจอีกสี่นายสามารถกลับไปทำงานโดยไม่ถูกลงโทษ พ.ต.ต.เงินได้อุทธรณ์คำสั่งศาลและได้รับการประกันตัว หลังความล่าช้าเป็นเวลานาน ศาลอุทธรณ์กำหนดอ่านคำพิพากษาที่กรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน 2553 แต่การที่ พ.ต.ต.เงินไม่มาศาล เป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาล่าช้าไปหลายเดือน
เมื่อศาลอุทธรณ์อ่านคำสั่ง ในวันที่ 11 มีนาคม 2554 กลับเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีความรับผิดในคดีการบังคับบุคคลให้สูญหาย กรณีนายสมชาย นีละไพจิตร และทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความสามารถของศาล ในการส่งเสริมความรับผิดกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายไทยที่เป็นอยู่ไม่สามารถเอาผิดต่อผู้กระทำผิดกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายในสองลักษณะที่สำคัญ ได้แก่
ก. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ครอบครัวของนายสมชาย นีละไพจิตร ไม่สามารถเป็นโจทก์ร่วมได้ โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ที่ไม่สามารถเป็นโจทก์ร่วมได้ เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถกระทำการด้านกฎหมายแทน "ผู้เสียหายหรือผู้เสียชีวิต” รวมทั้ง การฟ้องร้องคดีอาญาตามเงื่อนไขใน มาตรา 5 และมาตรา 28 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ตาม มาตรา 5 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุว่า "ภริยา" และ "ผู้สืบสันดาน" ของผู้เสียหายในการฟ้องร้องคดีอาญา อาจ "จัดการแทนผู้เสียหาย" ได้ กรณีที่พิสูจน์ได้ว่า "ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้" เงื่อนไขเดียวกันยังปรากฏใน มาตรา 28 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดว่า "บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล” ในคำสั่งศาลมีการแย้งว่า นางอังคณาและลูกไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า นายสมชายได้ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต หรือว่าพิการ หรือว่าเสียชีวิต จึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ คำสั่งศาลเป็นทั้งการปฏิเสธสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายจากการบังคับบุคคลให้สูญหายที่จะแสวงหาความยุติธรรม และยังสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่กฎหมายไทยไม่กำหนดฐานความผิดการสูญหายของบุคคล เมื่อพิจารณาว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย มีเจตนาที่จะกำจัดร่องรอยของหลักฐาน ในความจริงศาลน่าจะคาดได้ว่า จะไม่ได้รับพยานหลักฐานที่จำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่ามีการเสียชีวิตหรือไม่
ข. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้านาย รวมทั้ง พ.ต.ต.เงิน ทองสุข ซึ่งได้ถูกตัดสินลงโทษจากศาลชั้นต้นมาแล้ว ในกรณีของ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข รวมทั้งจำเลยที่ 2 (พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์) จำเลยที่ 3 (จ.ส.ต.ชัยแวง พาด้วง) และจำเลยที่ 4 (ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต) ในคำสั่งศาลระบุว่า ไม่มีพยานหลักฐานมากพอ ที่จะโยงบุคคลดังกล่าวเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากประจักษ์พยานไม่สามารถระบุตัวจำเลยได้ระหว่างการให้การในศาล คำสั่งศาลยังระบุถึง จำเลยที่ 5 (พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน) ว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า เขาอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ แม้ว่าจะมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ที่แสดงให้เห็นว่า เขาติดต่อกับจำเลยระหว่างที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ก็ถือว่า เป็นหลักฐานที่ไม่พอเพียง เนื่องจากบันทึกการใช้งานโทรศัพท์เป็นเพียงสำเนาของต้นฉบับ แม้จะมีการรับรองว่าเป็นสำเนาจริงก็ตาม
ในปัจจุบัน คดีของนายสมชาย นีละไพจิตร อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในขณะที่การสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อกรณีการฆาตกรรมเขายังเดินหน้าต่อไป ความยากลำบากในการหาพยานหลักฐาน และขั้นตอนปฏิบัติในศาลของคดีนี้ สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายในประเทศ ที่กำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา และกำหนดแนวทางที่เหมาะสมเพื่อประกันความรับผิดให้ยุติการลอยนวลพ้นผิด
นอกจากนี้ ในช่วงเกือบแปดปีหลังการหายตัวไปของ นายสมชาย นีละไพจิตร และในช่วงที่พยายามให้เกิดความยุติธรรม นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของเขา และสมาชิกในครอบครัวนีละไพจิตร คนอื่น ๆ ยังต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามชีวิต การกำหนดความผิดทางอาญาต่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย และการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองพยานและครอบครัวของผู้เสียหายจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
โดยสรุป ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ขอชมเชยรัฐบาลไทยที่ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วย การคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย การแสดงความสนับสนุนที่จะยุติการลอยนวลพ้นผิดจากการใช้ความรุนแรงของรัฐ เพื่อให้ข้อบัญญัติด้านความรับผิดและการคุ้มครองผู้เสียจากการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชียเรียกร้องให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน
ก. กระตุ้นรัฐบาลไทย ให้มีการ ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วย การคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย และออกกฎหมายที่สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว
ข. กระตุ้นรัฐบาลไทย ให้ดำเนินการสอบสวน และฟ้องร้องดำเนินคดี การบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด และส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน
ค. กระตุ้นรัฐบาลไทย ให้ดูแลให้มีการคุ้มครองพยานและครอบครัวของผู้เสียหาย จากการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างเต็มที่




